วันอังคารที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2564

พลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม



พลาสติกมี 7 ประเภท ได้แก่ 

1. Polyethylene Terephthalate (PETE or PET) เป็นพลาสติกที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย และมีสัดส่วนมากกว่า 90% ของขวดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์พลาสติกต่าง ๆ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

2. High-Density Polyethylene (HDPE) ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในหลายลักษณะ อาทิ ท่อ ถังเก็บของเหลว โต๊ะ และเก้าอี้ เนื่องจาก HDPE มีความแข็งแรงสูงและทนความร้อนได้ดี

3. Polyvinyl Chloride (PVC) เป็นที่รู้จักกันดีในลักษณะท่อ PVC โดยพลาสติกประเภทนี้สามารถทำให้อ่อนลงโดยการผสมสารกลุ่ม plasticizer เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในลักษณะอื่น ๆ เช่น แผ่นฉนวนหุ้มสายไฟ วัสดุปูพื้น และหนังเทียม เป็นต้น 

4. Low-Density Polyethylene (LDPE) มีน้ำหนักเบาและแข็งแรงน้อยกว่า HDPE โดยนิยมใช้ทำถุงพลาสติก โฟม และภาชนะต่าง ๆ

5. Polypropylene (PP) มีความแข็งแรงและทนต่อความร้อนได้ดี นิยมใช้ทำอุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการ ขวดน้ำ กระติก ภาชนะบรรจุอาหารที่สามารถนำเข้าเครื่องล้างจานได้ รวมถึงมีการประยุกต์ใช้ในกลุ่มเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม และผ้าอ้อม

6. Polystyrene or Styrofoam (PS) มีความแข็ง ใส (แต่สามารถใส่สีได้) รวมถึงมีความเปราะและแตกได้ง่าย เป็นที่นิยมใช้ในกลุ่มบรรจุภัณฑ์ ขวด ถาดอาหาร และช้อนส้อมแบบใช้แล้วทิ้ง

7. พลาสติกประเภทอื่น ๆ ได้แก่ polycarbonate styrene fiberglass และ nylon เป็นต้น 

วัตกรรมพลาสติกเพื่อความยั่งยืน อ้างอิงข้อมูลจาก SCG พบว่ามี 5 เทรนด์สำคัญในระดับสากล ที่แสดงให้เห็นนวัตกรรมพลาสติกเพื่อความยั่งยืน ประกอบด้วย

1. ทำให้ recycle ได้ง่ายขึ้น พลาสติกนับเป็นวัสดุที่สามารถ recycle ได้ 100% แต่ที่ผ่านมา การใช้พลาสติกได้มุ่งเน้นให้ตอบโจทย์ความต้องการและการใช้งาน ทำให้ผลิตภัณฑ์บางอย่างไม่สามารถ recycle อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีเทรนด์ในการใช้วัสดุชนิดเดียวกันในการทำบรรจุภัณฑ์ที่มีหลายชั้นหรือหลายส่วน ซึ่งทำให้ recycle พลาสติกดังกล่าวได้ง่ายขึ้น

2. ลดทรัพยากรการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพของวัสดุ พลาสติกเป็นที่นิยมในอุตสาหกรรมเฉพาะทาง อาทิ ชิ้นส่วนยานยนต์ที่ช่วยลดน้ำหนักและลดอัตราการสิ้นเปลืองพลังงาน วัสดุก่อสร้างที่มุ่งเน้นความคงทนและการกัดกร่อนของสารเคมี และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย การพัฒนาพลาสติกเหล่านี้จึงมุ่งเน้นให้มีผลิตภัณฑ์มีคุณภาพ ทนทาน และมีประสิทธิภาพในการใช้งานได้ดีขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็มีแนวทางในการลดปริมาณทรัพยากรในการผลิตลงตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy)

3. นำขยะกลับมาเป็นวัตถุดิบ เมื่อพลาสติกเป็นวัสดุที่สามารถ recycle ได้ จึงมีการนำขยะพลาสติกมาหมุนเวียนเพื่อใช้ประโยชน์เป็นวัตถุดิบต่อไป โดยสามารถจำแนกการ recycle ได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ mechanical recycling ซึ่งเป็นการนำพลาสติกที่ใช้งานแล้วมา recycle เป็นเม็ดพลาสติกและขึ้นรูปเป็นสินค้าเพื่อใช้งาน และ feedback หรือ chemical recycling ซึ่งเป็นการนำพลาสติกกลับไปเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในกระบวนการผลิตทั้งในรูปแบบก๊าซและของเหลว

4. พลาสติกชีวภาพและวัตถุดิบทางเลือก พลาสติกชีวภาพถูกคิดค้นเพื่อช่วยให้พลาสติกสามารถย่อยสลายได้เร็วขึ้น โดยพัฒนาจากวัตถุดิบหลากหลายชนิด อาทิ ข้าวโพด อ้อย และมันสำปะหลัง ทั้งนี้ เนื่องจากพลาสติกเป็นผลพลอยได้จากปิโตรเลียมที่มีอยู่อย่างจำกัด จึงได้มีการคิดค้นการนำวัตถุดิบทางเลือกที่สามารถผลิตใหม่ได้ (Renewable feedstock) มาใช้ในการผลิตพลาสติก อาทิ Bio-based feedstock และการสังเคราะห์จากคาร์บอนไดออกไซด์

5. ความร่วมมือเพื่อความยั่งยืน ความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตและเจ้าของแบรนด์ในการร่วมกันพัฒนานวัตกรรมที่ทั้งตอบโจทย์เจ้าของผลิตภัณฑ์และสังคมไปพร้อม ๆ กัน เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่สำคัญ ตัวอย่างเช่น BASF ที่จับมือกับ Jaguar Land Rover ร่วมศึกษาการนำขยะมาผลิตชิ้นส่วนในรถยนต์นอกจากนี้ SCG และ Betagro ได้ร่วมพัฒนาบรรจุภัณฑ์บรรจุชิ้นส่วนไก่สดที่มีความเหนียว รับน้ำหนักได้ดี และทนทานเป็นพิเศษ

วัตกรรมพลาสติกเพื่อความยั่งยืน บางคนอาจคิดว่าการใช้พลาสติกมากขึ้น จะส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในระยะยาว ในหลาย ๆ กรณี จะพบว่าการนำพลาสติกมาใช้ทำให้เกิดประโยชน์ มีประสิทธิภาพ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ยกตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนชิ้นส่วนรถยนต์ที่เดิมเป็นโลหะมาเป็น polymer ทำให้มีน้ำหนักเบาลง มีผลทำให้สามารถลดการใช้พลังงานหรือเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อน รวมถึงทำให้มีค่าใช้จ่ายที่น้อยลงสำหรับทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้งาน อีกหนึ่งตัวอย่าง ได้แก่ การใช้พลาสติกในการผลิตฉนวนกันความร้อนสำหรับการก่อสร้างบ้านหรืออาคารขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้สามารถประหยัดพลังงานได้อย่างมหาศาล และมีผลกระทบในเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว นอกจากนี้ ท่านที่เคยเดินทางไปในบางประเทศอาจมีโอกาสได้ใช้ธนบัตรที่ผลิตจาก polymer ยกตัวอย่างเช่น ออสเตรเลีย สิงคโปร์ ฮ่องกง อังกฤษ มาเลเซีย และแคนาดา แนวคิดในการใช้ polymer มาผลิตธนบัตรเกิดขึ้นที่ประเทศออสเตรเลียเมื่อกว่า 30 ปีก่อน โดยธนบัตรที่ผลิตจาก polymer มีความทนทานและมีอายุในการใช้งานที่ยาวนานกว่าธนบัตรกระดาษประมาณ 2.5 เท่า ขึ้นไป นอกจากนี้ ธนบัตร polymer ยังมีการเคลือบผิวหลังการพิมพ์ จึงทำความสะอาดได้ง่าย ทั้งนี้ ธนบัตร polymer ที่หมุนเวียนและหมดสภาพการใช้งานจะถูกส่งกลับมาทำลายด้วยวิธีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่ธนาคารกลางของแต่ละประเทศ รวมถึงสามารถนำไป recycle เพื่อประยุกต์ใช้ในลักษณะต่าง ๆ ต่อไป

                                                                                                  ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.bot.or.th/


วันจันทร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2564

รู้จักภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (TIA) แล้วหรือยัง

 


โรค TIA คืออะไร

ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (Transient Ischemic Attack) หรือ TIA บางครั้งอาจถูกเรียกว่า “MiniStroke” เป็นภาวะที่มีอาการที่คล้ายคลึงกับโรคหลอดเลือดสมอง แต่จะมีความรุนแรงน้อยกว่าเนื่องจากอาการของผู้ป่วยจะหายได้ภายใน 24 ชั่วโมง ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (TIA) ยังเป็นสัญญาณของความเสี่ยงการเกิดอัมพฤกษ์อัมพาต และเส้นเลือดสมองตีบตันอีกด้วย

  สาเหตุภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (TIA) 

เกิดจากการอุดตันชั่วคราวของหลอดเลือดแดงที่ทำหน้าที่เลี้ยงสมองจนขาดออกซิเจนไปชั่วขณะหนึ่ง ซึ่งปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดแดงจนทำให้เกิดภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (TIA) มีดังนี้

- ปัจจัยจากโรค เช่น ความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลในเลือดสูง โรคเบาหวาน หรือภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วเป็นต้น

- ปัจจัยจากพฤติกรรม ทั้งการดื่มแอลกอฮอล์สูบบุหรี่รวมไปถึงการใช้สารเสพติด ทานอาหารที่มีไขมันมาก ไม่ออกกำลังกายทำให้เพิ่มความเสี่ยงภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (TIA) ได้

- ปัจจัยที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป หรือคนในครอบครัวมีประวัติเคยเป็นโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดสมอง


  อาการภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (TIA) 

อาการของภาวะนี้มีความรุนแรงน้อยกว่าโรคหลอดเลือดสมอง เนื่องจากอาการที่เกิดขึ้นจะสามารถหายได้เองภายใน 24 ชั่วโมง โดยผู้ป่วยจะมีอาการ ดังนี้

- ปวดหรือเวียนศีรษะอย่างรุนแรง

- ความจำเสื่อมชั่วขณะ ไม่ค่อยมีสติ

- พูดลำบากติด ๆ ขัด ๆ

- เกิดอัมพาตครึ่งซีกที่แขนขา และใบหน้า

- การมองเห็นมีปัญหา เช่น การมองเห็นภาพซ้อน

- กล้ามเนื้อเกิดอาการชา และอ่อนแรง

  การรักษาสาเหตุภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (TIA) 

แพทย์จะทำการรักษาตามสาเหตุของการเกิดภาวะดังกล่าว และทำการป้องกันความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองควบคู่ไปด้วย การรักษาสามารถทำได้ผ่านการทานยาตามที่แพทย์สั่ง โดยตัวยาจะขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของอาการในผู้ป่วย  หากมีอาการรุนแรงแพทย์อาจแนะนำให้ผ่าตัดหลอดเลือดแดงแคโรติดอาเทอรี นอกจากนี้ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (TIA) ในผู้ป่วยบางรายยังสามารถรักษาได้ด้วยการทำบอลลูนหัวใจเพื่อขยายหลอดเลือด

  การป้องกันภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (TIA) 

- หากมีอาการป่วยเป็นโรคที่เพิ่มความเสี่ยงต้องทำการรักษา และดูแลตนเองตามคำแนะนำของแพทย์

- หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมัน และคอเลสเตอรอลสูง พยายามควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เพิ่ม--- อาหารประเภทผักผลไม้ หรือเนื้อปลามากขึ้น

- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอครั้งละ 30 นาทีขึ้นไปให้ได้ 5 วันต่อสัปดาห์

- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยลง และไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด

- ตรวจสุขภาพเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอเพื่อค้นหาความเสี่ยงภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (TIA)

                                                            ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.petcharavejhospital.com

วันอาทิตย์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2564

Bitcoin คืออะไร

 Bitcoin คืออะไร


    Bitcoin (อ่านว่าบิทคอยน์) คือสกุลเงินในรูปแบบของดิจิทัล ถูกสร้างขึ้นมาด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ Bitcoin ไม่มีรูปร่างและไม่สามารถจับต้องได้เหมือนธนบัตรหรือเหรียญเงินบาท Bitcoin ถูกสร้างขึ้นมาด้วยกลุ่มนักพัฒนาเล็กๆกลุ่มหนึ่งตลอดจนบริษัทใหญ่ๆ ทั่วโลกโดยระบบของ Bitcoin ถูกรันโดยคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานทั่วโลก โดยใช้ระบบซอฟต์แวร์ในการถอดสมการคณิตศาสตร์

Bitcoin ถือเป็นสกุลเงินแรกของโลกที่ถูกเรียกว่าคริปโตเคอเรนซี (cryptocurrency)

    Bitcoin (อ่านว่าบิทคอยน์) คือสกุลเงินในรูปแบบของดิจิทัล ถูกสร้างขึ้นมาด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ Bitcoin ไม่มีรูปร่างและไม่สามารถจับต้องได้เหมือนธนบัตรหรือเหรียญเงินบาท Bitcoin ถูกสร้างขึ้นมาด้วยกลุ่มนักพัฒนาเล็กๆกลุ่มหนึ่งตลอดจนบริษัทใหญ่ๆ ทั่วโลกโดยระบบของ Bitcoin ถูกรันโดยคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานทั่วโลก โดยใช้ระบบซอฟต์แวร์ในการถอดสมการคณิตศาสตร์

Bitcoin ถือเป็นสกุลเงินแรกของโลกที่ถูกเรียกว่าคริปโตเคอเรนซี (cryptocurrency)

    Bitcoin ต่างยังไงกับเงินทั่วไป

Bitcoin สามารถใช้แทนเงินสดซื้อสินค้าออนไลน์ อาจคล้ายกับระบบซื้อขายผ่านอินเทอร์เนตทั่วๆไปที่ใช้บัตรเดบิตหรือบัตรเครดิต

อย่างไรก็ตาม ความพิเศษของ Bitcoin ที่เป็นตัวช่วยให้มันเป็นที่นิยมคือมันถูกควบคุมแบบกระจาย (decentralize) กล่าวคือไม่มีสถาบันการเงินไหนสามารถควบคุมบิมคอยได้ ซึ่งนั่นทำให้ผู้คนที่เลือกใช้ Bitcoin ส่วนใหญ่สบายใจเนื่องจากแม้แต่ธนาคารก็ไม่สามารถควบคุม Bitcoin ได้

    ใครเป็นคนสร้าง Bitcoin

นักพัฒนาด้านซอฟต์แวร์ผู้ใช้นามแฝงว่า ซาโตชิ นาคาโมโตะ เป็นผู้พัฒนา Bitcoin ขึ้นมาซึ่งเป็นระบบจ่ายเงินที่อ้างอิงอยู่บนการถอดสมการคณิตศาสตร์ โดยจุดประสงค์ของเขาคือการสร้างสกุลเงินที่เป็นอิสระจากรัฐบาลและธนาคาร, สามารถส่งหากันผ่านระบบอินเทอร์เน็ตและมีค่าธรรมเนียมที่ถูกมากๆ

    ใครเป็นผู้พิมพ์ Bitcoin

ไม่มีใครสามารถพิมพ์ Bitcoin ได้ เพราะมันเป็นสกุลเงินที่ไม่สามารถจับต้องได้เหมือนกับธนบัตรที่ถูกพิมพ์โดยรัฐบาล, ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาให้สอดคล้องกับจำนวนประชากร และมันมีกฎเกณฑ์ในตัวของมันเอง ในขณะที่ธนาคารกลางบางประเทศสามารถที่จะพิมพ์เงินได้เองเพื่อกู้วิกฤติหนี้แห่งชาติ หรือประกาศอ่อนค่าเงินของตัวเอง

แต่ Bitcoin ถูกสร้างขึ้นโดยเป็นเหมือนกับไฟล์คอมพิวเตอร์ โดยกลุ่มนักพัฒนาอิสระที่ใครๆก็สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้ การจะผลิต Bitcoin ขึ้นมาได้นั้นต้องใช้วิธีการ “ขุดโดยการใช้คอมพิวเตอร์ที่ตั้งอยู่บนเครือข่ายที่จัดวางไว้ให้เท่านั้น

โดยเครือข่ายนี้ยังสามารถที่จะใช้เพื่อช่วยในการจัดการการโอนส่ง Bitcoin ให้กันได้ ซึ่งหากจะเรียกแล้ว มันก็คือเครือข่ายส่วนตัวของ Bitcoin นั่นเอง


                                                        ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://siamblockchain.com/

วันเสาร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2564

ปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส Covid-19

                     

                ปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส Covid-19 ได้อย่างไร


ปอดอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส Covid-19 ทำให้เกิดการอุดกั้นบริเวณถุงลมในปอด ส่งผลโดยตรงต่อการลำเลียงออกซิเจน ผู้ป่วยจะมีอาการที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ เช่น หายใจไม่อิ่ม หายใจลำบาก หรือเหนื่อยหอบ เป็นต้น ปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส Covid-19 เป็นอันตรายอย่างมากหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี 

เชื้อไวรัส Covid-19 เกี่ยวข้องกับปอดอักเสบอย่างไร 

เมื่อติดเชื้อ Covid-19 จะมีผลกับระบบหายใจเนื่องจากการรับเชื้อในปริมาณมากจะทำให้มีเชื้อที่ถุงลมปอดทำให้เกิดอาการปอดอักเสบ เชื้อที่ถุงลมจะทำให้มีการอุดกั้นส่งผลต่อการแลกเปลี่ยนและการลำเลียงออกซิเจนมีปัญหาอาจทำงานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ หรือไม่สามารถทำงานได้ ส่งผลให้กระแสเลือดและร่างกายไม่ได้รับออกซิเจนอย่างที่ควรจะเป็น 

ใครบ้างที่เสี่ยงปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส Covid-19 

หากได้รับเชื้อ Covid-19 แล้วมีพฤติกรรมเสี่ยงหรือปัจจัยเสี่ยงต่อการทำงานของปอดทำให้ปอดทำงานได้น้อยลงหรือไม่มีประสิทธิภาพอยู่แล้วจะยิ่งเพิ่ม--     - โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดปอดอักเสบ ได้แก่

          - ผู้สูงอายุ เนื่องจากอายุที่มากขึ้นอวัยวะภายในร่างกายจะเริ่มเสื่อมสภาพลงตามไปด้วย

          - ผู้ที่มีประวัติหรือมีครอบครัวเป็นโรคเกี่ยวกับปอด ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายโรค เช่น โรคถุงลมโป่งพอง หรือมะเร็งปอด เป็นต้น

          - ผู้ที่มีน้ำหนักเกินกว่ามาตรฐาน เนื่องจากไขมันใต้ผิวหนังส่งผลต่อการทำงานของกะบังลม ทำให้ระบบทางเดินหายใจไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่

          - ผู้ที่มีโรคส่งผลให้เพิ่มความเสี่ยงปอดอักเสบ เช่น โรคตับ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ เป็นต้น 

อาการปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส Covid-19

          - หายใจไม่ทัน หายใจไม่สะดวก

          - หอบเหนื่อยง่ายไม่สามารถทำกิจกรรมที่เคยทำได้

          - มีอาการไอเพิ่มขึ้น

ปอดอักเสบจาก Covid-19


หากสงสัยว่ามีอาการปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส Covid-19 ควรทำอย่างไร 

หากพบว่าตนเองมีอาการตามที่กล่าวไปควรเข้าพบแพทย์และหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ผู้อื่นต้องสวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือ ถ้าหมอวินิจฉัยแล้วพบการอักเสบในปอดจากเชื้อไวรัส Covid-19 จะต้องรักษาตัวเพื่อรักษาอาการ Covid-19 ร่วมกับการใช้เครื่องช่วยหายใจหากจำเป็น ในระยะการรักษาต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ และทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด 

ลดความเสี่ยงปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส Covid-19

            - ปฏิบัติตามหลักเพื่อลดโอกาสแพร่ระบาด ทั้งการเว้นระยะห่างกับผู้อื่น สวมใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์อย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย ห้ามใช้มือสัมผัสใบหน้า

            - เสริมสร้างสุขภาพปอดเพื่อลดโอกาสเกิดปอดอักเสบ ด้วยการงดสูบบุหรี่ ออกกำลังกายหรือฝึกการหายใจ รวมไปถึงการทานอาหารประเภทผักและผลไม้

การปฏิบัติตัวในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 อย่างถูกต้องและมีวินัยจะสามารถช่วยลดการแพร่ระบาด และลดความเสี่ยงปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส Covid-19 ได้เป็นอย่างดี


                                                                  ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.petcharavejhospital.com

 


 

วันพฤหัสบดีที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2564

โควิดสายพันธุ์อังกฤษ

 




เตรียมความพร้อมโควิดสายพันธุ์อังกฤษ

โควิดสายพันธุ์อังกฤษเป็นโควิด-19 ชนิดใหม่ที่สามารถแพร่กระจายเชื้อได้รวดเร็วกว่าสายพันธุ์ปกติ พบครั้งแรกในประเทศอังกฤษก่อนจะมีการแพร่ระบาดมายังประเทศไทย หากพบว่าตนเองเป็นกลุ่มเสี่ยงควรกักตัวตนเองเป็นเวลา 14 วันเพื่อรอดูอาการ

 โควิดสายพันธุ์อังกฤษ คืออะไร 

โควิดสายพันธุ์อังกฤษ (B117) เป็นโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ที่มีความสามารถในการระบาดมากกว่าสายพันธุ์ปกติถึง 1.7 เท่า และมีปริมาณของเชื้อไวรัสโควิด-19 เยอะกว่ามาก พบครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายน ปี 2563 ในประเทศอังกฤษ ก่อนจะเริ่มระบาดไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศในแถบยุโรป มีการรายงานว่าพบเชื้อโควิดชนิดนี้ครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อวันที่ 3 มกราคม ปี 2564

โควิดสายพันธุ์อังกฤษต่างกับสายพันธุ์ปกติอย่างไร 

นอกจากการแพร่ระบาดที่รวดเร็วกว่ามากแล้ว การเกิดการกลายพันธุ์บริเวณพื้นผิวของตัวไวรัส "โปรตีนหนาม" (spike protein) ส่งผลให้ไวรัสสามารถจับกับเซลล์ของมนุษย์ได้ดีมากกว่าไวรัสตัวเก่า ทำให้ติดเชื้อได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก

 

โควิดสายพันธุ์อังกฤษ

 

ใครบ้างที่มีความเสี่ยงโควิดสายพันธุ์อังกฤษ

          - ผู้ที่มีประวัติเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงหรือพื้นที่การระบาดของโควิดสายพันธุ์อังกฤษ

          - ผู้ที่มีประวัติเคยอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยโควิดสายพันธุ์อังกฤษ

          - ผู้ที่ทำอาชีพหรือทำงานที่ต้องเจอผู้คนเป็นจำนวนมาก 

ตนเองมีความเสี่ยงโควิดสายพันธุ์อังกฤษควรทำอย่างไร 

หากสงสัยว่าตนเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงให้ทำการกักตัว 14 วันงดการเดินทางหรือพบผู้อื่น เนื่องจากระยะเวลาในการแสดงอาการที่แน่ชัดจะใช้เวลาประมาณ 14 วัน

          - กรณีไม่มีอาการผิดปกติ  ไม่จำเป็นต้องเข้ารับการตรวจเพื่อลดโอกาสเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อของโควิดสายพันธุ์อังกฤษ

          - กรณีพบว่าตนเองมีอาการเสี่ยง ได้แก่ มีไข้ตั้งแต่ 37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป เจ็บคอ หายใจหอบเหนื่อย ปวดตามร่างกายและศีรษะการรับรสหรือการได้รับกลิ่นผิดปกติให้เข้าพบแพทย์เพื่อรับการตรวจให้ได้ผลที่แน่ชัด

โควิดสายพันธุ์อังกฤษถึงแม้จะมีความสามารถในการแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าหากรู้ว่าตนอยู่ในกลุ่มเสี่ยงและปฏิบัติตามขั้นตอนที่ถูกต้องจะสามารถช่วยลดการแพร่ระบาดของไวรัสลงได้


                                                        ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.petcharavejhospital.com