วันเสาร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2564

บ้านแบบไหนที่คุ้มค่ากับการลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์

 


พลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานทางเลือก ที่ปัจจุบันเจ้าของบ้านจำนวนมากให้ความสนใจ ผู้เขียนเองในฐานะผู้ทำงานออกแบบบ้าน ทุก ๆ ครั้งที่ได้สัมภาษณ์พูดคุยงานออกแบบกับว่าที่เจ้าของบ้านใหม่ เจ้าของบ้านเกือบ ทุกหลังมักถามถึงความคุ้มค่าในการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์อยู่เสมอ

          ซึ่งคำตอบของคำถามแต่ละบ้านนั้นมีความแตกต่างกัน จำเป็นต้องสำรวจทิศทาง ตรวจเช็คงานหลังคา รวมทั้งสำรวจพฤติกรรมในการใช้พลังงานไฟฟ้าในแต่ละวัน เนื้อหานี้จึงเป็นเสมือนเช็คลิสต์ให้ผู้อ่านได้ตรวจเช็คได้ด้วยตนเองว่า บ้านของเราเหมาะสมกับการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์หรือไม่ 

 รู้จักระบบ Solar Cell แล้วเลือกให้เหมาะกับบ้าน

          เจ้าของบ้านจำนวนไม่น้อยยังมีความเข้าใจผิดว่า บ้านที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์จะเหมาะกับบ้านที่ห่างไกลความเจริญและต้องใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์เท่านั้น ความเป็นจริงแล้วโซลาร์เซลล์ปัจจุบันสามารถนำมาใช้ได้กับทุก ๆ พื้นที่ ทั้งในเมือง ชนบทและพื้นที่ห่างไกลความเจริญ กรณีนำมาใช้ร่วมกับบ้าน ปัจจุบันมีให้เลือก 3 ระบบหลักด้วยกันครับ

ระบบออฟกริด (Off Grid) เหมาะกับบ้านที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล พื้นที่สวน ไร่ฟาร์ม หรือที่ดินตาบอดที่ไม่มีเสาไฟฟ้าผ่านหน้าบ้าน ซึ่งหากลงทุนเดินเสาไฟฟ้าเองจะต้องใช้งบประมาณสูงมาก ระบบ Off Grid มุ่งเน้นการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์เป็นหลัก โดยการใช้ไฟฟ้าช่วงกลางวันจะดึงกระแสไฟจากแผงโซลาร์เซลล์โดยตรง และมีแบตเตอรี่สำรองเพื่อเก็บพลังงานไฟฟ้าใช้ในยามค่ำคืน

ระบบออนกริด (On Grid) เป็นระบบที่ใช้กระแสไฟฟ้าจากการไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้จากแผงโซลาร์เซลล์ โดยกระแสไฟฟ้าที่ได้จากแผงโซลาร์เซลล์จะมุ่งเน้นการใช้งานร่วมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าในเวลากลางวัน หากกระแสไฟฟ้าเหลือเกิน จะถูกแบ่งขายคืนให้กับการไฟฟ้า และหากผลิตกระแสไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ได้น้อย จะใช้กระแสไฟฟ้าจากการไฟฟ้าแทน ข้อดีของแบบออนกริด นอกจากจะช่วยประหยัดค่าไฟได้แล้วยังได้กำไรจากการขายกระแสไฟให้ภาครัฐอีกด้วย

ระบบ Hybrid Grid เป็นระบบที่ผสมผสานระหว่าง Off Grid และ On Grid เข้าด้วยกัน โดยจะมีความใกล้เคียงกับระบบออนกริด โดยมีจุดแตกต่าง คือ ระบบไฮบริดมีแบตเตอรี่สำรองไว้สำหรับเก็บกระแสไฟฟ้าที่ได้จากแผงโซลาร์เซลล์ จึงมีพลังงานไฟฟ้าสำรองสามารถนำมาใช้ในยามค่ำคืนหรือช่วงเวลากระแสไฟฟ้าจากการไฟฟ้าดับได้ แต่ระบบไฮบริดจะไม่สามารถขายกระแสไฟให้กับภาครัฐได้ และเนื่องจากในตอนนี้ระบบแบตเตอรี่ยังมีราคาที่ค่อนข้างสูงมาก ทำให้มีระยะเวลาคืนทุนค่อนข้างนานมาก หรืออาจไม่คืนทุนเลย จึงยังไม่แนะนำให้ติดตั้ง

          บ้านที่เหมาะกับการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์

1. บ้านที่มีหลังคาลาดเอียงทางทิศใต้ ทิศตะวันตก หรือ ทิศตะวันตกเฉียงใต้
เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในเขตร้อนใกล้เส้นศูนย์สูตร จึงได้รับแสงแดดและความร้อนจากดวงอาทิตย์ทางทิศตะวันตกและทิศใต้สูงสุดในแต่ละวันเป็นระยะเวลา 8-9 เดือนโดยประมาณ หากมีพื้นที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ฝั่งดังกล่าวจะคุ้มค่ากว่าทิศอื่น

2. บ้านที่มีพื้นที่ว่างสำหรับวางแผงโซลาร์เซลล์
โดยปกติแล้วก่อนติดตั้ง เจ้าของบ้านควรทราบความต้องการในการใช้พลังงานไฟฟ้ารวม เพื่อประเมินได้ว่าควรต้องติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ทั้งหมดกี่แผง แต่ละแผงมีสเปคเท่าไหร่ ตัวอย่างแผงโซลาร์เซลล์ของ SCG หากใช้กับบ้านทั่วไปที่มีหลอดไฟ 20 ดวง ทีวี 2 เครื่อง เครื่องปรับอากาศ 2 เครื่อง (ขนาด 9000 BTU) และตู้เย็น 1 เครื่อง จะต้องใช้แผงโซลาร์เซลล์ 5 แผง ใช้พื้นที่ติดตั้งประมาณ 10-14 ตร.ม.

3. บ้านที่ใช้ไฟฟ้าช่วงกลางวันมากหรือสำนักงาน
พลังงานไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ สามารถผลิตได้ช่วงกลางวัน หากการใช้ไฟฟ้าภายในบ้านหรืออาคารสถานที่ มุ่งเน้นการใช้งานกลางวันก็จะช่วยส่งกระแสไฟฟ้าได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องเก็บสำรองในแบตเตอรี่ การติดตั้งโซลาร์เซลล์ จึงคุ้มค่ามากและเหมาะอย่างยิ่งสำหรับสำนักงาน, Home Office, คาเฟ่, ร้านอาหาร ที่โดยปกติจำเป็นต้องเปิดเครื่องปรับอากาศและเครื่องใช้สำนักงานจำนวนมาก หรือบ้านไหนมีผู้สูงอายุ มีเด็ก ที่ปกติต้องอยู่บ้านทั้งวันและใช้พลังงานไฟฟ้าสูงเกิน 3,000 บาทขึ้นไป ก็เหมาะสมเช่นกัน

4. บ้านที่กระแสไฟตกบ่อย
แม้ปัจจุบันในประเทศไทย ไฟฟ้าได้เข้าถึงเกือบทุกพื้นที่แล้ว แต่ก็มิได้หมายความว่ากระแสไฟฟ้าจะเสถียรทั้งหมด แม้แต่ในชุมชนเมืองบางพื้นที่ ที่มีการอยู่อาศัยอย่างหนาแน่นมักเกิดปัญหากระแสไฟฟ้าไม่เพียงพอ ทำให้เกิดเหตุการณ์ไฟตกบ่อยครั้ง การมีพลังงานไฟฟ้าที่สามารถผลิตได้เองด้วยแผงโซลาร์เซลล์ จึงเป็นเสมือนตัวช่วยประกันความเสี่ยงในการใช้พลังงานไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี

5. บ้านสวนสนามกว้างสายไฟไปไม่ถึง

โซลาร์เซลล์ไม่ได้มีเฉพาะแบบแผงสี่เหลี่ยมที่ติดตั้งอยู่บนหลังคาเท่านั้น ยังมีในรูปแบบอื่น ๆ ให้เลือกใช้งาน อาทิ ไฟตกแต่งสวนโคมไฟโซลาร์เซลล์แบบฝังพื้น โคมไฟพลังงานแสงอาทิตย์แบบปักสนาม ที่สะดวกสำหรับบ้านสนามหญ้ากว้าง ๆ จึงไม่จำเป็นต้องเดินระบบสายไฟออกไกลนอกบ้าน ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายและลดอันตรายจากการต่อสายไฟออกมากลางแจ้งได้เป็นอย่างดี

ในท้ายนี้ขอเพิ่มเติมข้อสังเกต ในกรณีบ้านที่ไม่เหมาะติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ เพราะไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควรจะเป็น คือ บ้านที่มีอาคารสูงบังทางทิศใต้หรือทิศตะวันตก บ้านที่มีพื้นที่หลังคาน้อยหรือโครงสร้างหลังคาไม่รองรับ หรือบ้านที่ใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยมีค่าไม่เกิน 1,000 บาท/เดือน หากติดตั้งโซลาร์เซลล์ไปแล้วอาจไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน

                                                                                              ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.scgbuildingmaterials.com

วันศุกร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2564

ดูแลให้ความรัก ใส่ใจผู้สูงวัยในครอบครัว

 


ครอบครัวที่อบอุ่นเป็นจุดเริ่มต้นของการมีชีวิตที่ดี และการมีครอบครัวที่อบอุ่นเริ่มได้ง่ายๆ จากการเอาใจใส่ซึ่งกันและกันในครอบครัว ในปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอาจทำให้เรามีเวลาน้อยลงจนลืมใส่ใจกับผู้สูงวัยในครอบครัว เช่น ปู่ย่า ตายาย ทั้งที่แท้จริงแล้วผู้สูงวัยมีอายุค่อนข้างมาก แม้จะไม่อยากจะรบกวนเวลาลูกหลาน แต่ยังต้องการความใส่ใจจากลูกหลานบ้างเพื่อลดความคิดถึงและความคิดมากลงบ้าง นอกจากนี้การเอาใจใส่ยังช่วยส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเห็นความสำคัญและคุณค่าในตัวเองด้วย

โดยทั่วไปในเทศกาลสำคัญๆ นอกจากการแสดงความรักด้วยการรดน้ำดำหัว มอบของขวัญให้กับญาติผู้ใหญ่ที่เรารักแล้วข้อแนะนำการให้ความสำคัญแก่ผู้สูงวัยในครอบครัว ด้วยการหมั่นดูแลและใส่ใจผู้สูงอายุ มีดังนี้

1.   ใส่ใจในโภชนาการของผู้สูงวัย แม้ว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะรับประทานอาหารได้น้อยลง แต่การรับประทานอาหารควรรับประทานให้ถูกสัดส่วน ครบทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน เกลือแร่ รวมถึงหลีกเลี่ยงการทานอาหารที่มีรสหวาน มัน และเค็มจัด ควรทานอาหารที่ย่อยง่าย กากใยสูง

2.   พาไปตรวจสุขภาพประจำปี เป็นสิ่งที่จำเป็นที่ลูกหลานไม่ควรละเลย เนื่องจากร่างกายของผู้สูงวัยมีการเสื่อมสภาพลง ระบบภายในหรือสุขภาพอาจจะเกิดความผิดปกติได้ ดังนั้น การพาผู้สูงวัยไปตรวจสุขภาพประจำปี จะทำให้สามารถคัดกรองหาปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่อาจจะทำให้เกิดโรค

3.   ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ เมื่ออายุมากขึ้นเท่าไหร่การเสื่อมสภาพของร่างกายย่อมตามมา โดยเฉพาะปัญหาการล้มของผู้สูงวัยค่อนข้างเยอะ ดังนั้นควรเลือกกิจกรรมที่ผู้สูงอายุจะทำให้เหมาะสมหรือภายในที่พักอาศัย ควรเก็บของให้เป็นระเบียบ โดยเฉพาะในห้องน้ำควรจะมีราวจับไว้ด้วย

4.   พยายามให้ผู้สูงอายุได้ออกกำลังกายบ้าง แม้ว่าผู้สูงอายุไม่ค่อยกล้าที่จะออกกำลังกายเพราะอาจจะกลัวผลัดตกหกล้ม กลัวจะไม่มีแรงออกกำลัง ควรหากิจกรรมการออกกำลังกายที่เหมาะสมให้กับผู้สูงอายุ และคอยให้ความช่วยเหลือ เช่น การช่วยพยุงให้เดินแกว่งแขนเบาๆ เพื่อช่วยยืดคลายกล้ามเนื้อ เปิดเพลงคลอเบาๆ ช่วยให้ผ่อนคลาย ลดความตึงเครียดกับการออกกำลังกาย ก็จะทำให้ผู้สูงอายุมีร่างกายที่แข็งแรงและมีอารมณ์ดีมากยิ่งขึ้น 

5.   จัดสภาพแวดล้อมที่ดีเพื่อให้ผู้สูงอายได้พักผ่อน เช่น ปลูกต้นไม้หรือทำในสิ่งที่ผู้สูงอายุชอบ ฟังเพลง ร้องเพลง เลี้ยงสัตว์ เป็นต้น เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุมีความเครียดน้อยลงและมีจิตใจที่แจ่มใส

การที่เราอยู่ในครอบครัวเดียวกันมานาน อาจทำให้เราคุ้นเคยกับร่างกายที่แข็งแรงของผู้สูงอายุในครอบครัวจนลืมไปว่าแม้ผู้สูงอายุเคยเป็นคนที่แข็งแรง แต่เมื่อเวลาผ่านไปร่างกายย่อมมีการเสื่อมสภาพลง ต้องการการดูแลที่มากขึ้น ดังนั้นลูกหลานในครอบครัวไม่ควรปล่อยปะละเลย ควรดูแลเอาใจใส่ผู้สูงอายุที่เรารักและเคารพให้มาก เพื่อให้ผู้สูงอายุมีอายุยืน มีสุขภาพที่แข็งแรงทั้งงด้านร่างกายและจิตใจ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.healthydee.moph.go.th/

 

วันพฤหัสบดีที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2564

ปิดโพรงใต้บ้าน หลังดินทรุดตัว รับมือก่อนบ้านทรุด



 เพราะบ้านเป็นสมบัติชิ้นใหญ่ที่จะต้องใช้ทั้งชีวิตอยู่ภายใต้ชายคา เจ้าของบ้านทุกคนจึงต้องการคุณภาพบ้านที่ดีที่สุด ด้วยการใส่ใจตั้งแต่กระบวนการเริ่มต้น ไปจนถึงเก็บรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อให้ได้บ้านที่สมบูรณ์อย่างที่ต้องการ แต่ในความเป็นจริง บางปัจจัยแวดล้อมที่ควบคุมได้ยากก็อาจจะสร้างปัญหาที่ไม่คาดคิดได้เช่นกัน อย่างเช่น เมื่อพูดถึงเรื่อง “บ้านทรุด” ซึ่งอาจมีที่มาจากการทรุดตัวของดินจนเกิดเป็นโพรงรอบบ้านที่ฝืนธรรมชาติไม่ได้ แต่เมื่อเจอปัญหาบ้านทรุดอย่าเพิ่งตกใจจนลนลาน เพราะโพรงใต้บ้านอาจจะไม่ใช่สัญญาณเลวร้ายอย่างที่คิด และมีวิธีการที่เจ้าของบ้านสามารถรับมือกับโพรงที่เกิดจากบ้านทรุดได้ไม่ยาก

โพรงใต้บ้านเกิดจากอะไร
        ปัญหาโพรงใต้บ้านส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาดินทรุดตัวทางธรรมชาติ ซึ่งปกติพื้นดินมีโอกาสที่จะทรุดได้อยู่แล้ว แต่จะมากหรือน้อยขึ้นกับหลายปัจจัย ในบางกรณีหากละเลยอาจส่งผลให้บ้านทรุดในภายหลังได้ เช่น ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีลักษณะเป็นชั้นดินอ่อน ระดับการทรุดตัวค่อนข้างมาก (ประมาณ 10 เซนติเมตร/ปี) หรือหากการก่อสร้างนั้น เพิ่งมีการถมดินที่ยังทิ้งระยะเวลาไม่นานนัก ดินที่ถมใหม่ยังไม่แน่นพอ เมื่อผ่านฝนไปอีก 2-3 ปี จะมีการทรุดเพิ่มภายหลัง และเมื่อดินทรุดมากขึ้นเรื่อย ๆ จะเริ่มมองเห็นฐานรากของบ้าน เสี่ยงต่อการที่บ้านทรุด จึงเกิดเป็นโพรงดินใต้บ้าน หากระบบฐานรากออกแบบไว้ดีแล้วจะไม่ส่งผลกระทบใดกับตัวบ้าน มีเพียงปัญหาดินเป็นโพรงเท่านั้นครับ 

วิธีปิดโพรงใต้บ้าน
        แม้ว่าโพรงที่เกิดขึ้นใต้ตัวบ้านจะไม่ได้สร้างความเสียหายและเป็นอันตรายกับโครงสร้างของอาคาร เพราะตัวบ้านวางอยู่บนเสาเข็มช่วยพยุงเอาไว้ แต่ก็เป็นส่วนที่ทำให้บ้านดูไม่สวยงามและอาจเป็นจุดรองรับน้ำขัง หรือเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์เลื้อยคลาน สัตว์มีพิษได้ จึงควรแก้ไขปิดช่องว่างเหล่านี้ให้เรียบร้อย ซึ่งมีหลายวิธีให้เลือก ดังนี้ 

- บังโพรงแบบชั่วคราว หากสำรวจแล้วว่าร่องรอยโพรงไม่ใหญ่มาก อาจบังรูโหว่ง่าย ๆ แบบชั่วคราวไปก่อน เช่น วางกระถางต้นไม้ทรงเหลี่ยมมาเรียงเป็นแนวติด ๆ กัน ตกแต่งช่องว่างเพิ่มเติมด้วยกรวด แนวกระถางต้นไม้จะบดบังความไม่สวยงามเหล่านี้ให้ดูงามตาขึ้นได้ 

- ใช้ขอบคันหินปิดโพรง ขอบคันหินใช้สำหรับบ้านที่มีขนาดโพรงไม่ใหญ่ การทรุดตัวไม่มากประมาณ 13 - 23 ซม. เหมาะกับการใช้ขอบคันหินสูงตั้งแต่ 20 - 30 ซม. เลือกใช้ตามความเหมาะสม สามารถวางขอบคันหินเป็นแปลงปลูกต้นไม้ ช่วยพรางร่องรอยและให้ความสวยงามกับบ้านไปพร้อม ๆ กัน

- ทำแผงป้องกันดินไหล เพื่อแก้ไขดินทรุดรอบบ้าน ในกรณีที่โพรงใต้บ้านมีขนาดใหญ่ขึ้นและมีดินไหลลงไป สามารถอุดปิดด้วยแผ่นพื้นคอนกรีต แผ่นพื้นสำเร็จ แผ่นโฟม หรือแผ่น metal sheet ผิวเรียบ โดยวิธีการปรับแก้เริ่มขุดดินโดยรอบโพรงให้ลึกกว่าดินใต้ตัวบ้าน จากนั้นนำแผ่นวัสดุมาเสียบในดินให้แน่น (ลึกประมาณ 50-80 เซนติเมตร) อาจก่ออิฐปิดทับอีกชั้น เพื่อกันดินจากด้านนอกไหลเข้าไปในโพรง 

- เติมดินและทรายไปเรื่อย ๆ วิธีนี้ใช้ได้ดีกับโพรงใหญ่ ๆ ที่ทรุดตัวเพิ่มน้อย มักจะปิดโพรงด้วยการเติมดินหรือทราย โดยขุดรอบ ๆ รอยแยกให้เห็นแนวโพรง แล้วอัดดินหรือฉีดน้ำไล่ทรายเข้าไป เสร็จแล้วถมดินรอบบ้านให้สูงขึ้นจนเลยโพรงใต้บ้าน แต่การอัดดินต้องระวังเรื่องการกระทบระบบท่อต่าง ๆ ใต้อาคารและการเพิ่มน้ำหนักให้โครงสร้างบ้าน 

-  กรณีดินรอบบ้านทรุดตัวมาก ทรุดมานานจนเริ่มคงตัวแทบไม่ทรุดต่อแล้ว (ไม่เกิน 10 ซม. ใน 1 ปี) มีโพรงขนาดใหญ่แต่สังเกตแล้วว่าแทบไม่ทรุดตัวต่อ แต่แก้ไขหลายครั้งหลายวิธีแล้วยังกลับมาอยู่ในสภาพเดิม แนะนำให้แก้ไขด้วยการปิดโพรงผ่านบริการปิดโพรงใต้บ้าน หรือ Smart Space Covering จาก SCG ที่จะแก้ไขปัญหาดินทรุดตัวตามระดับปัญหาที่เกิดขึ้น 

                                    ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.scgbuildingmaterials.com

วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2564

ของเสียเป็นพลังงาน




โลกในปัจจุบันได้เกิดการพัฒนาและขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านประชากร ที่อยู่อาศัย การคมนาคม การติดต่อสื่อสาร ความต้องการด้านพลังงาน ซึ่งทุกอย่างล้วนรวมไปถึงการดำเนินชีวิตของมนุษย์ และถึงแม้ว่าโลกจะเกิดการพัฒนาไปในทิศทางไหน มนุษย์ทุกคนก็ล้วนแต่อาศัยปัจจัย 4 ที่สำคัญของมนุษย์ กล่าวคือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งในกระบวนการผลิต การใช้งาน รวมไปถึงการอุปโภคและบริโภคปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น ล้วนก่อให้เกิดของเสียจากกิจกรรมต่างๆ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะปริมาณมูลฝอยที่มนุษย์ผลิตขึ้นมานั้น ไม่สามารถทำลายได้หมดหรือไม่สามารถทำลายได้ในช่วงเวลาสั้นๆ  จึงส่งผลก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ของเสีย ขยะมูลฝอย หรือขยะชุมชน” ขึ้นภายในชุมชน

ของเสีย ขยะมูลฝอย หรือขยะชุมชน (Municipal Solid Waste) หมายความถึง เศษกระดาษ เศษผ้า เศษอาหาร เศษสินค้า เศษวัตถุ ถุงพลาสติก ภาชนะที่ใส่อาหาร เถ้า มูลสัตว์ ซากสัตว์ หรือสิ่งอื่นใดที่เก็บกวาดจากถนน ตลาดที่เลี้ยงสัตว์หรือที่อื่น และหมายความรวมถึงมูลฝอยติดเชื้อ มูลฝอยที่เป็นพิษ หรืออันตรายจากชุมชน หรือครัวเรือน ยกเว้นวัสดุที่ไม่ใช้แล้วของโรงงานซึ่งมีลักษณะคุณสมบัติที่กำหนดไว้ตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน

จากความแตกต่างในบริบทของแต่ละพื้นที่ กิจกรรมในการดำเนินชีวิต วัฒนธรรม ความเชื่อ ฐานะทางเศรษฐกิจ ค่านิยม และระดับความเจริญของพื้นที่ จึงส่งผลทำให้ส่วนประกอบของขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นภายในแต่ละพื้นที่นั้นมีความแตกต่างกันทั้งในด้านปริมาณ สัดส่วน และประเภทของขยะ ซึ่งจากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวลล้อม ปี 2548 พบว่าปริมาณขยะในเทศบาล มีสัดส่วนของเศษอาหารและขยะที่เป็นสารอินทรีย์มากที่สุด คือร้อยละ 63.57 รองลงมาได้แก่ พลาสติก กระดาษ แก้ว โลหะ ผ้าไม้ ยางหรือหนัง ตามลำดับ ส่วนที่เหลือเป็นขยะอื่นๆ โดยส่วนใหญ่ขยะจำพวก พลาสติก กระดาษ แก้ว โลหะ จะสามารถนำไปใช้ซ้ำ (Reuse) และการนำไปแปรรูปใช้ใหม่ (Recycle) ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากขยะมูลฝอยและช่วยลดปริมาณขยะมูลฝอยอีกทางหนึ่งด้วย ส่วนขยะอินทรีย์จะถูกนำไปจัดการด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การฝังกลบ หมักทำปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ ผลิตก๊าซชีวภาพ ฯลฯ

สำหรับแนวทางการกำจัดขยะมูลฝอยด้วยเทคโนโลยีที่มีอยู่ภายในประเทศและต่างประเทศนั้นจะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมในด้านต่างๆ อาทิเช่น ด้านเทคนิค (ปริมาณขยะในแต่ละวัน การขนส่ง การเก็บรวบรวมขยะ คุณสมบัติและประเภทของขยะ) ด้านสังคม (วิถีชีวิต พฤติกรรมการอุปโภคและบริโภค) ด้านสิ่งแวดล้อม (พื้นที่ติดตั้ง สภาพภูมิประเทศ แหล่งน้ำ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สภาพอากาศ) และด้านเศรษฐศาสตร์ (การลงทุน, ค่าบำรุงรักษาระบบ ค่าดำเนินงาน ผลตอบแทนที่ได้รับ) ฯลฯ สำหรับประเทศไทยในปัจจุบันได้มีการใช้เทคโนโลยีจัดการขยะมูลฝอยหลากหลายวิธี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ และผลผลิตที่ได้จากเทคโนโลยี โดยสามารถแบ่งเทคโนโลยีการจัดการขยะออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทแรกเพื่อการย่อยสลายขยะ เช่น เทคโนโลยีฝังกลบขยะมูลฝอยแบบถูกหลักสุขาภิบาล (Sanitary Landfill) เทคโนโลยีการคัดแยก (Front-End-Treatment) การหมักทำปุ๋ย (Composting) วิธีการบำบัดเชิงกล-ชีวภาพ (Mechanical Biological Waste Treatment: MBT) เป็นต้น และประเภทที่สองการจัดการขยะเพื่อผลิตพลังงาน (Waste to Energy) เช่น การแปรรูปขยะเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง (Pyrolysis) เทคโนโลยีการเผาไหม้แบบแก๊สซิฟิเคชั่น (Gasification) เทคโนโลยีเตาเผาแบบตะกรับ (Stoker-type Incineration) เทคโนโลยีการย่อยสลายแบบไร้ออกซิเจน (Anaerobic Digestion) การผลิตเชื้อเพลิงขยะ (Refuse Derived Fuel: RDF) เป็นต้น


 ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.ete.eng.cmu.ac.th/

วันจันทร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2564

โควิด-19 กับ สัตว์เลี้ยง

    

    
    ปัจจุบันในขณะที่เรากำลังรับมือกับสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19(COVID-19) เราก็จะได้ข่าวรายงานการติดเชื้อโควิด-19ในสัตว์ที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสุนัข แมว และล่าสุดเสือที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ซึ่งอาจสร้างความกังวลให้กับคนรักสัตว์รวมถึงคนที่เลี้ยงสัตว์อยู่ไม่น้อย


เริ่มจากข่าวรายงานการตรวจพบเชื้อไวรัสโควิด-19 ในสุนัขและแมวในฮ่องกง และในแมวที่มีอาการทางระบบทางเดินหายใจและทางเดินอาหารในประเทศเบลเยียมในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และเดือนมีนาคมที่ผ่านนั้น เป็นสุนัขและแมวที่ใกล้ชิดกับเจ้าของที่ป่วยเป็นโควิด-19 และยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามีการแพร่เชื้อกลับจากสัตว์เลี้ยงสู่คน

 

สำหรับการพบเชื้อไวรัสโควิด-19 ในสุนัขในฮ่องกงนั้น ยังไม่ถือว่าเป็นการติดเชื้อ เนื่องจากมีเชื้อไวรัสโควิด-19 อยู่ในระดับต่ำ ไม่มีการแพร่เชื้อกลับจากตัวสุนัขมายังคน และนอกจากนี้สุนัขดังกล่าวมีผลตรวจเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นลบในเวลาต่อมา

และในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมานี้ได้มีรายงานข่าวการตรวจพบเชื้อไวรัสโควิด-19 ในเสือโคร่ง ซึ่งเป็นสัตว์ตระกูลแมว ที่มีการแสดงความผิดปกติทางระบบหายใจ ในสวนสัตว์ที่เมืองนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยคาดว่าเป็นการติดเชื้อจากพนักงานดูแลสัตว์ที่มีผลบวกต่อเชื้อไวรัสโควิด-19 ขณะยังไม่แสดงอาการยังคงปฏิบัติงานอยู่ แต่หลังจากทำการตรวจพนักงานดูแลสัตว์ดังกล่าวแล้วผลเป็นบวก สวนสัตว์ก็ปิดทำการ และพบว่าสัตว์กลุ่มที่ได้รับการดูแลโดยพนักงานคนนี้ได้แสดงอาการผิดปกติทางระบบหายใจในเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ต่อมา

จากข้อมูลการตรวจพบเชื้อไวรัสโควิด-19 ในกลุ่มสัตว์ที่ได้กล่าวถึงไปนั้นจะเห็นได้ว่า สัตว์เหล่านั้นได้ใกล้ชิดกับเจ้าของหรือได้รับการดูแลจากผู้ดูแลที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นการติดจากคนสู่สัตว์ และยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามีการติดเชื้อกลับมาจากสัตว์เลี้ยงสู่คน

จากงานเขียนทางวิชาการในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีการเผยแพร่การศึกษาในจีนซึ่งเป็นการศึกษาความไวหรือความสามารถในการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในสัตว์ทดลอง 6 ชนิด ได้แก่ แมว สุนัข เฟอร์เร็ต สุกร เป็ด และไก่ ผลการศึกษาพบว่าแมวและเฟอร์เร็ตเป็นสัตว์สองชนิดที่มีความไวต่อการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั้งนี้อาจสรุปได้ว่าแมวและเฟอร์เร็ตเป็นสัตว์สองชนิดที่มีความไวต่อการติดเชื้อ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าแมวสามารถติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในธรรมชาติหรือสามารถแพร่เชื้อดังกล่าวมาที่คนได้หรือไม่ เนื่องจากการศึกษาดังกล่าวเป็นการศึกษาในห้องทดลอง และยังจำเป็นต้องมีผลการศึกษาเพิ่มเติมอีก

อีกการศึกษาหนึ่ง (Preprint) เป็นการศึกษาเพื่อหาความชุกของการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในแมว โดยมีการตรวจเชื้อไวรัสโควิด-19 ในเลือดแมวก่อนและหลังการระบาดของโควิด-19 ในเมืองอู่ฮั่น พบว่า 14% ของตัวอย่างเลือดแมวที่ตรวจมีเชื้อของโควิด-19 ภายหลังการระบาดของโรค แสดงให้เห็นว่ามีการแพร่ของเชื้อเชื้อไวรัสจากคนสู่แมว แต่เราจะสังเกตได้ว่าจำนวนแมวติดเชื้อที่ตรวจพบไม่มากนัก และอีกหนึ่งข้อสังเกตที่สำคัญ คือ เมืองอู่ฮั่นนั้นเป็นศูนย์กลางของการแพร่เชื้อจึงมีปริมาณเชื้อไวรัสกระจายอยู่ในสิ่งแวดล้อมจำนวนมาก การศึกษานี้ยังรอการตรวจทานผลงานอยู่

จากประเด็นที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น สรุปได้ว่า มีการรายงานการพบเชื้อและการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จากคนในสัตว์เลี้ยง โดยแมวและเฟอร์เร็ตอาจมีความไวในการติดเชื้อมากกว่าสัตว์ชนิดอื่น แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามีการแพร่เชื้อกลับจากสัตว์เลี้ยงสู่คน แต่ถึงอย่างไรก็ตามสัตว์เลี้ยงอาจนำพาเชื้อไวรัสมาให้เราหรือคนอื่น ๆ ได้อีกทอดหนึ่ง

ดังนั้น วิธีปฏิบัติตนและดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงในสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 คือ เราควรรักษาความสะอาดสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด ควรล้างมือทั้งก่อนและหลังสัมผัสสัตว์หรือสัตว์เลี้ยง กลุ่มเสี่ยงที่ต้องกักตัวควรอยู่ห่างจากสัตว์หรือสัตว์เลี้ยงชั่วคราว หลีกเลี่ยงการปล่อยสัตว์เลี้ยงออกนอกบ้าน หากจำเป็นควรอาบน้ำสัตว์เลี้ยงก่อนเข้าบ้านทุกครั้ง และหากสัตว์เลี้ยงมีอาการทางระบบทางเดินหายใจร่วมกับระบบทางเดินอาหาร ควรปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อขอคำแนะนำในการหาสาเหตุของโรค และยังไม่มีความจำเป็นต้องตรวจหาเชื้อในสัตว์เลี้ยงทุกตัว และขอความร่วมมือไม่นำสัตว์เลี้ยงไปปล่อยในที่สาธารณะ


       ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://pharmacy.mahidol.ac.th/