วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2564

โรคผิวหนังที่เกิดจากน้ำท่วม

 

เมื่อเกิดอุทกภัย
          กระแสน้ำจะพาสิ่งสกปรก สารเคมี  รวมถึงเชื้อโรคต่างๆให้แพร่กระจายและปะปนอยู่ในน้ำที่ท่วมขัง    ก่อให้ เกิดโรคผิวหนังบางชนิด โรคผิวหนังที่พบร่วมกับภาวะน้ำท่วมได้บ่อยมีดังนี้

น้ำกัดเท้า
          เกิดจากการระคายเคืองของผิวหนังเนื่องจากความเปียกชื้นและการสัมผัสสิ่งสกปรก สารเคมีต่างๆในน้ำท่วมขัง  ทำให้เกิดผื่นผิวหนังอักเสบ  ผิวหนังจะมีลักษณะเปื่อยลอก  โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้าอาจมีผื่นแดง  แสบคันร่วมด้วย

การรักษาเบื้องต้น  คือ ใช้ยาทาแก้คันกลุ่มสเตียรอยด์ครีม  ทาบริเวณผื่นผิวหนังอักเสบ  และอาจใช้ยาฆ่าเชื้อราในกรณีที่มีการติดเชื้อราร่วมด้วย

 การติดเชื้อราที่ผิวหนัง
          หากเกิดมีภาวะน้ำกัดเท้าต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานๆ ผิวที่เปื่อยลอก โดยเฉพาะที่บริเวณซอกนิ้วจะติดเชื้อราได้  ซึ่งจะมีผื่นแดง แฉะ มีขุยขาวลอกบริเวณซอกนิ้ว  หรือเป็นชนิดผื่นหนา เปื่อยยุ่ย ลอกเป็นขุย  ทั้งที่ฝ่าเท้าและซอกนิ้ว  มีกลิ่นเหม็น หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า "ฮ่องกงฟุต" ซึ่งเกิดจากเชื้อกลากชนิดหนึ่งนั่นเอง

การติดเชื้อแบคทีเรียในผิวหนังชั้นตื้น
          นอกจากการสัมผัสกับน้ำสกปรกโดยตรงแล้ว ภาวะที่ผิวหนังอับชื้นอยู่เป็นเวลานานในแต่ละวัน เช่น การสวมรองเท้าบู๊ทยาง  อาจทำให้มีการติดเชื้อแบคทีเรียในผิวหนังชั้นตื้นที่บริเวณฝ่าเท้าได้  ซึ่งจะมีลักษณะเปื่อยยุ่ยเป็นหลุมเล็กๆ ส่งกลิ่นเหม็น

แนวทางการดูแลผิวหนังเมื่อประสบอุทกภัย
          - หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำสกปรกโดยตรง หรือใส่รองเท้าบู๊ทยางเมื่อต้องเดินลุยน้ำท่วมขัง
          - หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังจากสัมผัสน้ำท่วมขัง ให้รีบถอดรองเท้าและเสื้อผ้าที่เปียกน้ำออกแล้วล้างเท้าด้วยน้ำสะอาดและสบู่ทันที เช็ดเท้าให้แห้งอยู่เสมอ โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วซึ่งเกิดการอับชื้น ได้ง่าย
          - หากมีบาดแผลถลอกในบริเวณที่สัมผัสน้ำสกปรกควรใช้น้ำยาฆ่าเชื้อชะล้างด้วย

ต้องรีบไปพบแพทย์เมื่อ
          - มีบาดแผลที่เกิดจากของมีคมใต้น้ำทิ่มตำ นอกจากการปฏิบัติการดูแลเบื้องต้นแล้ว ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับประทานยาป้องกันแผลติดเชื้อและต้องฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักด้วย
          - มีการติดเชื้อแบคทีเรียลุกลามลงในผิวหนังชั้นลึกจนเกิดเป็นกลุ่มโรคจำพวกไฟลามทุ่ง ผิวหนังจะบวม แดง ร้อน กดเจ็บ และ ลามเร็วไปยังบริเวณใกล้เคียง  ต่อมาอาจมีไข้สูง  และต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบโตร่วมด้วย ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจจำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะทางเส้นเลือด
          - มีการติดเชื้อแบคทีเรียในผิวหนังชั้นลึกของเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง ที่ทำให้ภูมิต้านทานไม่แข็งแรง เช่น เบาหวาน ตับแข็ง โลหิตจางธาลัสซีเมีย เป็นต้น ในกรณีนี้การติดเชื้อมักจะรุนแรง ลามเร็ว และอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ จึงต้องรีบไปพบแพทย์เช่นเดียวกัน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.healthydee.moph.go.th/

วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2564

จึงเรียนมา...

         การเขียนภาคสรุป กล่าวถึงจุดประสงค์ที่มีหนังสือไป    

เขียนให้ชัดเจน ตรงประเด็น เพื่อให้ผู้รับเข้าใจและดำเนินการได้ทันที

 ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.facebook.com/sharedsaradd/

วันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2564

ทำไม Ransomware ระบาดหนัก เชื่อใจแฮกเกอร์ได้ไหม ถ้ายอมจ่ายค่าไถ่ขอคืนข้อมูล

 


    เรื่องของ Ransomware ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ หากแต่เป็นของเก่าที่ถูกพัฒนามาตั้งแต่ ค.ศ. 1980s ก่อนที่จะพัฒนาความสลับซับซ้อนให้เข้าใจได้ยากขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 2010 เป็นต้นมา
ตัวเลขของ SonicWall เปิดเผยว่า ระหว่างปี 2019 ถึงปี 2020 การโจมตีด้วย Ransomware เพิ่มขึ้นราว 62 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลก และแค่ในทวีปอเมริกาเหนือแห่งเดียว การโจมตีเพิ่มขึ้น 152 เปอร์เซ็นต์ และในปีหลังจากนี้ก็มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้อีก รวมถึงยังมีตัวเลขของ Internet Crime report ระบุอีกด้วยว่าในปี 2020 ที่ผ่านมา เอฟบีไอ (FBI) ได้รับการร้องเรียนจากการถูกโจมตีด้วย Ransomware เกือบ 2,500 ครั้ง เพิ่มขึ้นจากปี 2019 ราว 20 เปอร์เซ็นต์
เช่นนั้นแล้ว การเติบโตของ Ransomware ซึ่งเป็นการเติบโตในแง่ที่ไม่ดีนัก จึงเป็นเรื่องที่ผู้บริหาร ระดับผู้นำองค์กร หรือมีอำนาจการตัดสินใจในนโยบายต่างๆ จะต้องคิดให้หนักขึ้นเกี่ยวกับประเด็นทางโลกไซเบอร์ ไม่ว่าจะเป็นในด้านของการเสริมแกร่งความมั่นคงภายในองค์กร ความพยายามลดความเสี่ยงในการถูกโจมตี หรืออาจถึงขั้นต้องตระเตรียมเงินเพื่อนำไปจ่ายเป็นค่าไถ่ให้กับแฮกเกอร์ด้วยซ้ำไป
ในช่วงที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้คุยกับแหล่งข่าว ซึ่งทำงานให้กับบริษัทที่เป็นศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล รวมไปถึงคริปโตเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) ถึงประเด็นการเติบโตของ Ransomware ซึ่งมีแนวโน้มจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
สิ่งที่น่าสนใจจากการพูดคุย พบว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดการโจมตีด้วย Ransomware บ่อยในช่วง 1-2 ปีหลัง มีด้วยกันสองสาเหตุหลักๆ
สาเหตุแรกเป็นเรื่องของเงิน เพราะการเรียกค่าไถ่แต่ละครั้ง มีโอกาสที่จะทำให้แฮกเกอร์ มีเงินเข้ากระเป๋าอย่างน้อยๆ 1 แสนดอลลาร์สหรัฐ แต่ถ้าเป็นการโจมตีบริษัทใหญ่ระดับโลก ถ้าเกิดบริษัทดังกล่าว ยอมจ่ายเงินค่าไถ่ เผลอๆ ก็อาจทำให้แฮกเกอร์คนนั้น รวยจนแทบไม่ต้องทำงานอีกแล้วตลอดชีวิต
อีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งมองข้ามไม่ได้เช่นกัน นั่นคือ การเรียกค่าไถ่ของแฮกเกอร์ ถูกมองเป็นเรื่องของ “ความท้าทาย” โดยเฉพาะในกรณีที่หากสามารถแฮกข้อมูลของบริษัทใหญ่ๆ ที่น่าจะมีความเข้มแข็งด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ได้สำเร็จ สิ่งที่จะตามมาหลังจากนั้นคือชื่อเสียงของแฮกเกอร์ และกลายเป็นผลงานที่จะถูกพูดถึงไปตลอดชีวิต

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.thairath.co.th


วันพุธที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2564

สายพันธุ์ C.1.2และสายพันธุ์มิว

 


เชื่อว่าตอนนี้เพื่อนๆ หลายคนน่าจะกำลังหวาดๆ กับเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่กันอยู่แน่ๆ เพราะเพียงแค่เริ่มต้นเดือนกันยายน ก็มีเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่มาให้เราได้ยินชื่อด้วยกันถึง 2 ชื่อ นั่นก็คือ เชื้อโควิดสายพันธุ์ “มิว” และเชื้อโควิดสายพันธุ์ C.1.2สำหรับสายพันธุ์ C.1.2 มีการพบครั้งแรกในแอฟริกาใต้ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2564 เป็นเชื้อกลายพันธุ์มาจากสายพันธุ์ C.1 ซึ่งเกิดจากการกลายพันธุ์ในจีโนม มากกว่าเชื้อโควิด-19 กลายพันธุ์สายพันธุ์อื่นๆ เพราะเกิดการกลายพันธุ์บ่อยครั้งในอัตราสูงถึง 41.8 ครั้งต่อปี หรือเกือบสองเท่าของเชื้อโควิด-19 กลายพันธุ์จากข้อมูลของสถาบัน ของแอฟริกาใต้ ระบุอีกว่า เชื้อโควิด-19 กลายพันธุ์ C.1.2 อาจทำให้เกิดการแพร่กระจายติดเชื้อง่ายกว่าเชื้อโควิด-19 กลายพันธุ์อื่นๆ ที่ผ่านมา และอาจมีความสามารถในการหลบหลีกภูมิคุ้มกันในร่างกายมนุษย์จากการฉีดวัคซีนได้ ซึ่งจากความรวดเร็วของเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ C.1.2 ทำให้พบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ใหม่ในแอฟริกาใต้แล้วจำนวน 9 รัฐของประเทศ และพบว่ามีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจาก 1% ในเดือนมิถุนายน 2564 เป็น 3% ในเดือนกรกฎาคม 2564อย่างไรก็ตาม หลังจากสถาบันโรคติดต่อแห่งชาติแอฟริกาใต้ได้แจ้งเตือนเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ C.1.2 ทำให้นักวิทยาศาสตร์ที่สถาบันโรคติดต่อแห่งชาติแอฟริกาใต้ ต้องเฝ้าติดตามเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่นี้ โดยการตรวจสอบพฤติกรรมการแพร่ระบาด การทำให้เกิดการติดเชื้อ การหลบหลีกภูมิคุ้มกันของร่างกาย และการหลบหลีกภูมิจากวัคซีนการเฝ้าระวังดังกล่าวของสถาบันโรคติดต่อแห่งชาติแอฟริกาใต้ สอดคล้องกับนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกที่หันมาให้ความสนใจเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ C.1.2 กันเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีการกลายพันธุ์ในจีโนมสำคัญจำนวนหนึ่ง เหมือนกับเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่อื่นๆ ก่อนหน้า และสายพันธุ์เดลตา (อินเดีย) ที่กำลังเป็นสายพันธุ์หลักในการแพร่ระบาดทั่วโลก

    ส่วนสายพันธุ์มิว ซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า B.1.621 พบครั้งแรกที่โคลัมเบีย เมื่อเดือนมกราคม 2564 ที่ผ่านมา โดยหลังจากมีการตรวจพบก็มีการรายงานว่า พบการระบาดเป็นระยะๆ ในหลายพื้นที่ของอเมริกาใต้และยุโรป แต่ยังไม่พบมากเท่ากับสายพันธุ์เดลตา ที่ขณะนี้กำลังแพร่ระบาดอย่างหนักทั่วโลก อย่างไรก็ดี สายพันธุ์มิว ถือเป็นสายพันธุ์ที่น่าสนใจถัดจากสายพันธุ์แลมบ์ดา ที่องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ขึ้นบัญชีไว้เมื่อเดือนมิถุนายน โดยรายงานระบาดวิทยาฉบับล่าสุดของ WHO ระบุว่า มิวมีการกลายพันธุ์ที่บ่งชี้ว่า อาจมีคุณสมบัติหลุดรอดภูมิคุ้มกันได้ แต่ทั้งนี้ยังคงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม

สำหรับความชุกของการติดเชื้อทั่วโลก นับตั้งแต่ตรวจพบครั้งแรกพบว่า สายพันธุ์มิว มีการตรวจน้อยลง โดยปัจจุบันมีการแพร่ระบาดทั่วโลกที่ไม่ถึง 0.1% ซึ่งในส่วนของความชุกยังคงอยู่ที่โคลัมเบียที่ 39% และเอกวาดอร์ 13%

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.samyan-mitrtown.com

วันจันทร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2564

รหัสตัวอักษรโรมันประจำส่วนราชการ

 แนบท้ายภาคผนวก 7 หลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติในการรับส่งและเก็บรักษาข้อมูลข่าวสารและหนังสือราชการโดยไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ - รหัสประจำกระทรวง ทบวง และส่วนราชการที่ไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง - รหัสประจำจังหวัด และกรุงเทพมหานคร









 ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.facebook.com/sharedsaradd/