วันพฤหัสบดีที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2565

 


'บิ๊กป้อม' สั่งหารือด่วน ทำทางเท้า-ทางม้าลายให้ปลอดภัยสำหรับปชช. พร้อมขอให้ทุกคนร่วมสร้างจิตสำนึกหยุดรถให้คนข้ามถนน

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รู้สึกเสียใจกับการสูญเสียบุคลากรทางการแพทย์ ระหว่างข้ามถนนบนทางม้าลาย ซึ่งถือเป็นพื้นที่ปลอดภัยตามกฎหมายของประชาชนเดินเท้าทุกคน ได้สั่งการให้ตำรวจติดตามคดีให้ความเป็นธรรมกับผู้เสียชีวิต และเร่งจัดประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรุงเทพมหานคร กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคมและภาคประชาสังคม ร่วมกันพิจารณาแก้ไขเร่งด่วน ทั้งมาตรการระยะสั้นและระยะยาว ทำให้ทางม้าลายและทางเท้าเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนเดินเท้าให้ได้อย่างยั่งยืน

โดยให้พิจารณาร่วมกันให้ครอบคลุม ทั้งมาตรการป้องกันและแก้ไขที่เกี่ยวข้องกับทางกายภาพของท้องถนน เช่น สัญญาณไฟ แสงสว่างหรือเครื่องหมายจราจร การบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งการรณรงค์สร้างจิตสำนึกของประชาชน ในการเคารพและปฏิบัติตามกฎหมาย

พร้อมขอความร่วมมือสังคมและสื่อมวลชน ร่วมรณรงค์ ให้คนใช้รถใช้ถนนต่างต้องเคารพสิทธิ เห็นใจกันและกัน ร่วมกัน “หยุดรถให้คนข้ามถนน” เพื่อลดอุบัติเหตุและสร้างความปลอดภัยบนท้องถนนร่วมกันอย่างจริงจัง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.facebook.com/ayutthayanews/

 

ลักษณะของการขัดขวางการแข่งขันอย่างเป็นธรรม

ลักษณะของการขัดขวางการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560


 ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.facebook.com/sharedsaradd/



ด่วนที่สุด ที่ นร ๐๗๒๗/ว ๕๔ ลงวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๖๕ เรื่อง จัดทำเอกสารงบประมาณ ฉบับที่ ๕ รายงานภาวะเศรษฐกิจและการคลัง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖

 ด่วนที่สุด ที่ นร ๐๗๒๗/ว ๕๔ ลงวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๖๕ เรื่อง จัดทำเอกสารงบประมาณ ฉบับที่ ๕ รายงานภาวะเศรษฐกิจและการคลัง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖


1 รัฐวิสาหกิจ

2 องค์การมหาชน

3 กองทุน


ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.bb.go.th


วันพุธที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2565

รวมไม้เด็ด...จัดการฝุ่น PM 2.5


 ปัญหา PM 2.5ฝุ่นละอองขนาดเล็กที่แพร่กระจายอยู่ในบรรยากาศ และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ หากได้รับฝุ่นหรือถูกสูดเข้าลึกถึงทางเดินหายใจและปอด อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง แสบจมูก ไอ จาม มีเสมหะ หอบหืดได้ และเป็นอันตรายเสี่ยงต่อการเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ

          สำหรับอีกวิธีหนึ่งที่สามารถทำได้ง่าย ๆ เพื่อลดฝุ่น จัดการกับฝุ่น คือ "การปลูกต้นไม้"เพราะต้นไม้สามารถดูดซับกลิ่น มลพิษ และฝุ่นละอองผ่านทางใบและเปลือกหรือลำต้นได้ โดยคุณสมบัติของต้นไม้    ที่เหมาะสมสำหรับปลูกเพื่อดักฝุ่นละอองในอากาศ คือ ควรเป็นไม้ที่โตเร็ว ผิวใบไม่เรียบมีขนปกคลุม ซึ่งไม้เด็ดจัดการฝุ่น PM 2.5 ที่แนะนำให้ปลูก มีดังนี้

          1.ต้นยางอินเดีย ช่วยดักจับฝุ่นและช่วยดูดซับคาร์บอนมอนอกไซด์และคาร์บอนไดออกไซด์

          2.ต้นพลูด่าง ช่วยดูดซับสารฟอร์มาลดีไฮด์ซึ่งตกค้างอยู่ในอุปกรณ์สำนักงาน เฟอร์นิเจอร์ไม้และช่วยดูดซับสปอร์ของเชื้อรา และลดฝุ่นในตัวอาคารได้

          3.ต้นเดหลี สามารถดูดสารพิษและฟอกอากาศ ส่วนดอกของต้นเดหลีช่วยดูดซับสารพิษในปริมาณมากและช่วยกำจัดสปอร์ของเหล่าเชื้อรา

          4.ต้นลิ้นมังกรเป็นพืชที่คายก๊าซออกซิเจนในเวลากลางคืน แต่จะคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในตอนกลางวัน และยังเป็นต้นไม้ฟอกอากาศให้ปราศจากฝุ่นละลองอีกด้วย

          5.ต้นปาล์มไผ่ จะลดปริมาณของคาร์บอนมอนอกไซด์ ฟอร์มาลดีไฮด์ และเบนซินในอากาศและทำหน้าที่เป็นตัวปรับความชื้นที่ดี

          6. ต้นทองอุไรทองอุไรเป็นไม้พุ่มสูงที่โตเร็ว เลี้ยงง่าย ออกดอกง่าย ใบของทองอุไรมีความหยาบสากช่วยดักจับฝุ่นละอองได้เป็นอย่างดี

          7. ต้นพวงคราม เป็นไม้เลื้อยที่มีพวงดอกขนาดใหญ่ และมีใบขนาดใหญ่ ใบมีขนสากปกคลุม หยาบจึงเป็นตัวช่วยจับฝุ่นได้ดีอีกชนิดหนึ่ง

          นอกจากการใช้ไม้เด็ดจัดการฝุ่น PM 2.5 แล้ว ควรป้องกันและดูแลตัวเองจากฝุ่นด้วยการสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นตลอดเวลาเมื่อออกจากบ้าน การทำความสะอาดบ้านเรือน และลดการเผาขยะในที่โล่งซึ่งสำคัญและจำเป็นต้องทำควบคู่กันไปเพื่อการมีสุขภาพดี ปลอดภัยจากฝุ่นพิษ PM 2.5

แหล่งข้อมูล   :    สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช  (ต้นไม้ลดฝุ่นPM 2.5)

                 :   สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ (สวพ.)มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(ปลูกต้นไม้ในบ้านลดฝุ่นPM2.5)


 ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://healthydee.moph.go.th

ประกันสังคม ชี้ ผู้ประกันตนควรรู้ ส่งประกันสังคมกี่เดือนถึงใช้สิทธิได้

 


ประกันสังคม ชี้ ผู้ประกันตนควรรู้ ส่งประกันสังคมกี่เดือนถึงใช้สิทธิได้

นายชลอ ลิ้มศิริ นักวิชาการแรงงานชำนาญการพิเศษ สำนักงานประกันสังคม กล่าวถึงการส่งเงินสมทบประกันสังคมและเงื่อนไขการเกิดสิทธิประโยชน์ ว่า เงินสมทบ คือเงินที่นายจ้าง ลูกจ้าง ต้องนำส่งเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือน โดยนายจ้างหักจากค่าจ้างของลูกจ้างในอัตราร้อยละ 5 ของค่าจ้างในแต่ละเดือน ซึ่งฐานค่าจ้างที่จะนำมาคำนวณต่ำสุดเดือนละ 1,650 บาท และสูงสุดไม่เกิน เดือนละ 15,000 บาท (เงินสมทบขั้นต่ำเดือนละ 83 บาท และไม่เกินเดือนละ 750 บาท)

รัฐบาลจะออกเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมอีกส่วนหนึ่งด้วย ซึ่งลูกจ้างผู้ประกันตน มาตรา 33 จะได้รับสิทธิประโยชน์ 7 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และการว่างงาน เงื่อนไขการเกิดสิทธิแต่ละกรณีแตกต่างกัน

สำหรับกรณีเจ็บป่วย ผู้ประกันตนจะได้รับสิทธิ์เมื่อจ่ายเงินสมทบครบ 3 เดือนภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนเดือนที่รับบริการทางการแพทย์

ส่วนกรณีคลอดบุตร ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบครบ 5 เดือน ภายใน 15 เดือนก่อนเดือนคลอดบุตร มีสิทธิเบิกค่าคลอดบุตรเหมาจ่าย 15,000 บาท และเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย ระยะเวลาหนึ่งเดือนครึ่ง

หากเป็นผู้ประกันตนชายยื่นเบิกจะได้รับเพียงค่าคลอดบุตรเหมาจ่ายเท่านั้น

ส่วนกรณีสงเคราะห์บุตร ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบครบ 12 เดือน ภายใน 36 เดือน (3 ปี) เบิกได้คราวละไม่เกิน 3 คน ๆ ละ 800 บาทต่อเดือน และบุตรอายุต้องไม่เกิน 6 ปีบริบูรณ์

สำหรับกรณีทุพพลภาพ เงื่อนไขการเกิดสิทธินั้น ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบ 3 เดือนภายใน 15 เดือน โดยจะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ร้อยละ 50 เป็นรายเดือนตลอดชีวิต

ส่วนกรณีเสียชีวิต ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 เดือนก่อนเดือนถึงแก่ความตาย ทายาทได้รับค่าทำศพเหมาจ่าย 50,000 บาท ,เงินบำเหน็จกรณีเสียชีวิต และเงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต ตามระยะเวลาจ่ายเงินสมทบ

ส่วนกรณีชราภาพ ประโยชน์ทดแทนจะจ่ายเมื่อผู้ประกันตนอายุ 55 ปีบริบูรณ์ และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง หรือเสียชีวิต หรือเป็นผู้ทุพพลภาพ โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ เงินบำเหน็จชราภาพ เป็นเงินก้อนที่จ่ายครั้งเดียวจบ และเงินบำนาญชราภาพ เป็นเงินที่จ่ายทุกเดือนตลอดชีวิต

ทั้งนี้ การจะได้รับเงินก้อนหรือเป็นรายเดือนขึ้นอยู่กับระยะเวลาการส่งเงินสมทบ ในส่วนกรณีว่างงาน ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบครบ 6 เดือน ภายใน 15 เดือนก่อนใช้สิทธิ์ โดยแบ่งเป็นกรณีถูกเลิกจ้างรับ 70% ของค่าจ้าง เป็นเวลา 200 วัน ส่วนกรณีลาออกรับ 45% ของค่าจ้าง เป็นเวลา 90 วัน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.facebook.com/ayutthayanews/