วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2565

การรับมือกับความเครียด

 

มุมมองของการเจ็บป่วยตามศาสตร์การแพทย์แผนไทยเกิดจากธาตุภายในร่างกายเสียสมดุล ซึ่งมีสาเหตุมาจากปัจจัยภายในและภายนอกร่างกาย แพทย์แผนไทยจะเลือกใช้การรักษาที่เหมาะสมกับอาการหรือโรค ซึ่งวิธีการรักษาแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้ ยาสมุนไพร หัตถการต่าง ๆ รวมถึงพิธีกรรมตามความเชื่อในแต่ละท้องถิ่น เช่น การสวดมนต์กำกับยา การทำนายดวงชะตา (โหราศาสตร์กับการแพทย์) การสังเกตและประเมินลักษณะภายนอกของผู้ป่วย (ธาตุเจ้าเรือน) การสู่ขวัญ ซึ่งพิธีกรรมเหล่านี้เป็นการสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ป่วย เมื่อจิตใจของผู้ป่วยดีย่อมส่งผลให้อาการเจ็บป่วยทุเลาลง โดยเราจะเห็นตัวอย่างได้จากหลายกรณี เช่น ชมรมของผู้ป่วยโรคมะเร็งที่มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ให้กำลังใจ และช่วยให้ผู้ป่วยไม่ได้รู้สึกเหมือนต่อสู้กับโรคร้ายอยู่คนเดียว ทำให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งมีกำลังใจที่ดีในการรักษา

          ดังนั้น นอกจากเราจะดูแลสุขภาพกายให้แข็งแรงแล้ว เราควรดูแลสุขภาพใจให้เข้มแข็งเช่นกัน โดยเฉพาะในสภาพสังคมปัจจุบันที่มักจะมีเหตุให้เราเครียดได้ง่ายขึ้น ซึ่งความเครียดก็ส่งผลต่อร่างกายและจิตใจของตนเอง และอาจกระทบไปถึงความสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้างได้เช่นกัน

ความเครียดส่งผลต่อธาตุในร่างกายได้อย่างไร
          ความเครียดเกิดได้ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกร่างกายทำให้ธาตุในร่างกายเสียสมดุล โดย "ความเครียด" ส่งผลให้ธาตุไฟกำเริบ ทำให้วิตกกังวล โกรธ หงุดหงิดง่าย ร้องไห้ง่าย ร่างกายแก่ก่อนวัย ผมหงอก ผิวแห้งเหี่ยวย่นเร็ว หน้าตาหมองคล้ำ ส่งผลกระทบให้ธาตุลมพิการไหลเวียนไม่สะดวก ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ หน้ามืด เป็นลม บางรายอาจหายใจไม่สะดวก หายใจขัด ใจสั่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือท้องไส้ปั่นป่วน หากส่งผลกระทบให้ธาตุน้ำกำเริบ ทำให้มีอาการเหงื่อออกมาก ท้องเสียหรือบางรายท้องผูก และธาตุดินพิการ เช่น มีอาการกล้ามเนื้อตึง หรือมีผลต่อหัวใจ (หทัยวัตถุ) ให้น้อยใจ หัวใจสั่น ใจหวิว หรือมีผลต่อสำไส้ ให้ปวดท้อง ท้องผูกท้องเสีย เมื่อเกิดความไม่สมดุลจึงทำให้มีอาการทางร่างกายและจิตใจ

          การบรรเทาความเครียดสามารถทำได้หลายวิธี เช่น หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เกิดความเครียด รับประทานยาหอม ทำกิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจ นวดและประคบตามร่างกาย ฝึกจิตใจให้เข้มแข็ง

          จากความสำคัญของสุขภาพใจที่ดีข้างต้น ในวารสารฉบับนี้อยากชวนทุกท่านมาเตรียมสุขภาพใจให้พร้อมรับทุกสถานการณ์ที่จะเข้ามาในชีวิตด้วย "จิตตานามัย" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในหลักธรรมานามัย โดยมีแนวคิดสำคัญเพื่อพัฒนาจิตให้มีคุณภาพ (quality) สมรรถภาพ (capability) และสุขภาพ (health) ด้วยวิธีการที่เหมาะสมกับความเชื่อและแนวทางการดำเนินชีวิต


  ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://healthydee.moph.go.th

ฝีดาษลิง ติดจากคนสู่คน จริงหรือไม่?

 

  กระแสโรคฝีดาษลิงขณะนี้อยู่ในความสนใจของผู้คนทั่วโลก  โดยที่พบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่องนอกจากแอฟริกาแล้ว 23 ประเทศ  อีกทั้งองค์การอนามัยโลก หรือ WHO  ระบุว่า โรคฝีดาษลิงยังถือว่ามีความเสี่ยงระดับปานกลางต่อสาธารณสุขของโลก  

          ฝีดาษลิง หรือ ฝีดาษวานร เกิดจากไวรัสตระกูลเดียวกับโรคฝีดาษคน เชื้อไวรัสนี้สามารถทำให้เกิดโรคได้กับสัตว์หลายชนิด เช่น ตระกูลหนู ตระกูลกระรอก เป็นต้น ซึ่งน่าจะเป็นพาหะหลักของการนำเชื้อไวรัสเข้าสู่คน

          โรคฝีดาษคน (โรคไข้ทรพิษ) ได้มีการถูกกำจัดจากโลกนานแล้ว แต่อาการของโรคฝีดาษลิงจะคล้ายคลึงกับอาการของโรคฝีดาษคน โดยโรคฝีดาษลิง มีระยะฟักตัวประมาณ 5-13 วัน หลังจากที่ได้รับเชื้อแล้ว มักจะมีอาการมีไข้ อ่อนเพลียต่อมน้ำเหลืองโต และหลังจากนั้นจะมีตุ่มขึ้นตามร่างกาย โดยตุ่มในระยะแรกเป็นตุ่มคล้ายยุงกัด หลังจากนั้นจะพัฒนาเป็นตุ่มใสคล้ายอีสุกอีใส แต่ผนังจะหนากว่า ตุ่มจะใหญ่กว่า และมีจำนวนมากกว่า หลังจากนั้น ตุ่มน้ำจะกลายเป็นตุ่มหนอง ประมาณ 1 สัปดาห์ ตุ่มเหล่านั้นก็จะเป็นแผลตกสะเก็ด แล้วหาย   ส่วนใหญ่จะมีอาการอยู่ประมาณ 2-3 สัปดาห์ หลังจากนั้นก็จะหายเอง

          โรคฝีดาษลิงจะมีอาการเบากว่า และอัตราการเสียชีวิตน้อยกว่า 5 % ของผู้ป่วยโรคฝีดาษคน  โดยผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต คือ ผู้ที่มีร่างกายไม่แข็งแรง มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เหล่านี้ เป็นต้น ผู้ที่เสี่ยงจะติดเชื้อมักจะเป็นผู้ที่สัมผัสกับสัตว์โดยตรง

          การระบาดในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่า มีการติดเชื้อจาก"คนสู่คน" นอกจากนี้ยังมีการติดเชื้อเป็นกลุ่มชายรักชาย เกิดได้จากการสัมผัสโดยตรงที่ผิวหนังบริเวณที่มีตุ่ม ผื่น หรือจากการ ไอ จาม จากละอองฝอยของทางเดินหายใจ ก็สามารถแพร่เชื้อได้ จึงทำให้ผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่เป็น ซึ่งมีอาการเพียงเล็กน้อย จำนวนตุ่มไม่มาก ไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นฝีดาษลิง แล้วไปสัมผัสใกล้ชิดกับผู้อื่นต่อ  ทำให้เกิดการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้

          สำหรับในประเทศไทย ยังไม่มีโรคนี้เกิดขึ้น แต่เนื่องจากในประเทศมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้องมีมาตรการตรวจจับ หากเดินทางกลับจากประเทศที่เป็นเขตติดโรค ต้องทำการคัดกรองและเฝ้าระวังอาการจนครบ 21 วัน เพื่อป้องกันการระบาด

โดยปกติแล้ว ฝีดาษลิงจะมีการแพร่เชื้อได้ไม่เร็วมากนัก หากปฏิบัติตนดังนี้

  1. ไม่สัมผัสกับสัตว์ตระกูลฟันแทะ โดยเฉพาะสัตว์ที่นำเข้าจากทวีปแอฟริกา
  2. ระมัดระวังการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่คาดว่าจะติดเชื้อ
  3. หากมีอาการและสงสัยว่าตนเองติดเชื้อฝีดาษลิง ให้รีบพบแพทย์ทันที

          ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ป้องกันฝีดาษลิงโดยตรง อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เกิดก่อนปี พศ. 2523 จะได้รับการปลูกฝีเพื่อป้องกันโรคฝีดาษคน สามารถป้องกันโรคฝีดาษลิงได้

มาตรการจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข สำหรับการป้องกันโรคฝีดาษลิง
 
         1. กรณีที่เดินทางกลับจากประเทศที่เป็นเขตติดโรค ต้องทำการคัดกรองและเฝ้าระวังอาการจนครบ 21 วัน หากมีอาการเจ็บป่วยให้รีบพบแพทย์ทันที
          2. ไม่นำสัตว์ป่ามาเลี้ยง หรือนำเข้าสัตว์จากต่างประเทศโดยไม่มีการคัดกรอง และทำการแยกกักเพื่อมิให้ผู้ป่วยมีการแพร่กระจายเชื้อ
          3. หลีกเลี่ยงสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่ง หรือตุ่มหนองของสัตว์ที่ติดเชื้อหรือสัวต์ป่า
          4. หลีกเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกไม่เพียงพอ
          5. หมั่นล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ เมื่อสัมผัสกับสัตว์หรือผู้ที่ติดเชื้อ


  ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://healthydee.moph.go.th

รวมกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ หนังสือสั่งการที่เกี่ยวข้องกับการจัดประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

 



ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.facebook.com/sharedsaradd/

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2565

จะอยู่อย่างไร ไม่เกิดวิกฤตโควิด-19 รอบ 2

 


 จากการระบาดของเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทย ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2562 เป็นต้นมา จนสถานการณ์ถึงขั้นวิกฤตในช่วงก่อนปลายเดือนมีนาคม ที่มีผู้ป่วยวิกฤตโควิด-19 ในกรุงเทพและปริมณฑลจำนวนมาก จนเตียงไอซียูที่เตรียมไว้รองรับเกือบถูกใช้หมด

            แต่หลังจากที่ภาครัฐออกมาตรการที่เข้มงวด และประชาชนให้ความร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการต่างๆของรัฐอย่างเข้มแข็ง ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยค่อยๆ ลดจำนวนลงจนอยู่ในระดับที่ถือว่า ควบคุมการระบาดได้ดีในปัจจุบัน

            ซึ่งทุกภาคส่วนหวังว่ารัฐบาลจะผ่อนปรนมาตรการทางกฎหมายและทางสังคม  เพื่อประชาชนจะได้กลับไปใช้ชีวิตในรูปแบบใหม่  ที่ลดการสูญเสียในเชิงเศรษฐกิจของประเทศ โดยที่ยังสามารถควบคุมการแพร่กระจายเชื้อในชุมชนอย่างช้าๆ จนกว่าจะจัดหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพให้ได้เพียงพอ หรือจนกว่าประชากรส่วนใหญ่เริ่มมีภูมิคุ้มกันหมู่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ          

            สมดุลใหม่ของการใช้ชีวิตที่จะเกิดขึ้นนี้  รัฐบาลและประชาชนจะต้องร่วมมือกัน  เพื่อไม่ต้องเผชิญวิกฤตโควิด-19 รอบสอง ประกอบด้วย 

           1.การเคร่งครัดในการรักษาระยะห่างทางกายภาพ (physical distancing) โดยต้องไม่มีการอยู่รวมกันของประชาชนหนาแน่นเกินกว่า 1 คน ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ศูนย์การค้า ระบบขนส่งมวลชน สถานศึกษา การประชุม หรือการรวมตัวของกลุ่มคนจำนวนมาก เช่น เกินกว่า 50 คนขึ้นไป เป็นต้น

            2.ประชาชนต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าทุกครั้ง เมื่อออกนอกที่พัก และสวมใส่ถ้าพื้นที่ในที่พักอยู่กันแออัด หรือสวมใส่ทุกครั้งเมื่อเป็นหวัด

            3.หมั่นล้างมือบ่อยๆ เมื่ออยู่ในที่พัก และทำความสะอาดมือทุกครั้งที่จับต้องวัตถุเมื่อออกนอกที่พัก

            4.ใช้เวลาในที่สาธารณะให้สั้นที่สุด เพื่อการอุปโภคบริโภค และกิจกรรมที่จำเป็นส่วนบุคคล

            5.ผู้ให้บริการทุกประเภท ที่มีการสัมผัสร่างกายผู้รับบริการ เช่น การตัดผม การนวดผ่อนคลายเส้น ต้องใส่หน้ากากอนามัยโดยเคร่งครัด มีการล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังกิจกรรม ไม่ใช้สิ่งของร่วมกันระหว่างผู้รับบริการ สถานที่ให้บริการต้องมีระบบถ่ายเทอากาศที่ดี และมีแสงสว่างเพียงพอ และงดให้บริการกับผู้ที่มีอาการไข้หวัด

            6.ประชาชนที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ถ้าไข้ยังสูงลอยเกิน 48 ชั่วโมง หรือมีอาการหายใจเหนื่อย หรือหายใจติดขัด ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อพิจารณาว่าจะส่งตรวจการติดเชื้อโควิด-19 หรือไม่ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงการติดเชื้อโควิด-19 แล้ว มีอาการรุนแรงได้ง่าย คือ อายุเกิน 60 ปี อ้วนมาก มีโรคปอด โรคหัวใจ โรคไต และโรคตับเรื้อรัง หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

            7.สามารถเดินทางไปมาระหว่างพื้นที่ได้ ยกเว้นการเดินทางเข้าออกพื้นที่ที่ยังมีผู้ติด เชื้อรายใหม่จะต้องมีมาตรการคัดกรองที่เข้มงวด


  ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://healthydee.moph.go.th

มะเร็ง....เหรอ รับมือยังไง ?

 รับมืออย่างนี้ ! เมื่อรู้ว่าตัวเองหรือคนที่เรารักเป็นมะเร็ง

            1. ตั้งสติยอมรับความจริง "ตั้งสติ" เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้า และทำให้ดีที่สุดเท่านั้น ถึงจะช่วยเยียวยาทุกสิ่งได้ ญาติต้องมีสติยิ่งกว่าและเชื่อมั่นว่าผู้ป่วยจะต้องหาย

            2. วางแผนการรักษากับคุณหมอ ปรึกษากับหมอเจ้าของไข้หรืออาจขอความเห็นจากหมอท่านอื่น เพิ่มเติมเพื่อเป็นความคิดเห็นที่สอง (Second Opinion) เพื่อเป็นแนวทางในการรักษาที่ดีที่สุดต่อผู้ป่วย

            3. ประเมินค่าใช้จ่ายและตรวจสอบสิทธิ์การรักษา สอบถามเรื่องค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้ชัดเจนและตรวจสอบว่ามีสิทธิ์การรักษาอะไรบ้าง อาจรักษาที่โรงพยาบาลต้นสังกัดที่เราใช้สิทธิ์ หรือจะส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลที่เราสะดวกก็ได้

            4. เตรียมพร้อมก่อนการรักษา
                    เคลียร์งาน : จะได้ไม่ป็นกังวลใจในระหว่างการรักษา
                    เตรียมความสวยงาม : เตรียมตัดผมให้สั้น ไปช็อปปิ้งวิกผม ผ้าโพกหัวเก๋ ๆ เตรียมไว้เลย
                    เคลียร์สุขภาพช่องปาก : เคลียร์สุขภาพช่องฟันให้พร้อมก่อนผ่าตัด ให้คีโม หรือฉายแสง
                    วางแผนการมีบุตร : อาจจะเก็บไข่หรือน้ำเชื้อเอาไว้ เพราะหลังการรักษา อาจจะทำให้เรามีบุตรยาก
                    เคลียร์บ้าน/ห้องพัก : ทำความสะอาดเพื่อลดการติดเชื้อให้กับผู้ป่วย รวมถึงเตรียมของใช้จำเป็นต่าง ๆ
                    เคลียร์คิวผู้ดูแล : เพื่อที่จะพาผู้ป่วยไปหาหมอและดูแลผู้ป่วย

            5. จดบันทึกอาการและติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่อง จดบันทึกข้อมุลตั้งแต่เริ่มรักษา รวมถึงการมีส่วนร่วมในการวางแผนการรักษาให้ตรงกันระหว่างผู้ป่วยผู้ดูแลและหมอ และหมั่นจดอสาการข้างเคียงในระหว่างการรักษาในทุก ๆ วัน

            6. หมั่นสร้างกำลังใจอยู่เสมอ "กำลังใจ" เป็นยาต้านมะเร็งที่ดีที่สุด ผู้ป่วยควรรักษากำลังใจตัวเองให้ดี ส่วนญาติ ต้องเป็นผู้ให้กำลังใจที่ดีเช่นกัน


  ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://healthydee.moph.go.th