วันพุธที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2567

4 ยุทธศาสตร์ปลดล็อกประเทศจาก Analog สู่ Digital

           4 ยุทธศาสตร์ปลดล็อกประเทศจาก Analog สู่ Digital
          ยุทธศาสตร์ที่ 1 การยกระดับคุณภาพการให้บริการแก่ประชาชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
          ด้วยการปรับเปลี่ยนบริการภาครัฐที่สำคัญเป็นรูปแบบดิจิทัลแบบเบ็ดเสร็จ (End-to-End Digital Services) จัดทำศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลระหว่างหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวก และสามารถติดต่อราชการได้จากจุดเดียว

          ยุทธศาสตร์ที่ 2 อำนวยความสะดวกภาคธุรกิจไทยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
          ช่วยให้ภาคธุรกิจได้รับความสะดวกในการติดต่อขออนุมัติ อนุญาต หรือธุรกรรมต่างๆ จากภาครัฐ และคาดหวังให้ภาครัฐมีส่วนในการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการให้สามารถแข่งขันได้

          ยุทธศาสตร์ที่ 3 ผลักดันให้เกิดธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ ในทุกกระบวนการทำงานของรัฐ
          โดยภาครัฐมีกลไก การเปิดเผย แลกเปลี่ยน และบริหารจัดการข้อมูลดิจิทัล (Digitization) ตามกรอบธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ และให้มีการเชื่อมโยงระบบบริการจัดการงบประมาณการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่ประชาชนสามารถเข้าถึงและตรวจสอบได้ รวมถึงจัดให้มีศูนย์กลางข้อมูลเปิดภาครัฐสำหรับเปิดเผยข้อมูลของหน่วยงานรัฐในช่องทางดิจิทัล

          ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนากลไกการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล
          ด้วยการสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงนโยบายและให้ข้อเสนอแนะในการพัฒนาประเทศผ่านระบบดิจิทัล



ที่มา : สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.)


วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2567

5 เหตุผลที่ต้องโหลดแอปฯ ทางรัฐ

          แอปฯ ทางรัฐ คือ แพลตฟอร์มที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของประชาชนในยุคการสื่อสารไร้สายความเร็วสูง โดยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงบริการจากทางภาครัฐได้อย่างง่ายดายผ่านการสัมผัสแค่ปลายนิ้ว แอปทางรัฐนี้ได้รับการพัฒนาร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ สพร. กรมการปกครอง สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) สำนักงานประกันสังคม และ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ทั้งนี้แอปทางรัฐมาพร้อมบริการต่าง ๆ มากมาย

5 เหตุผลที่ต้องโหลดแอปฯ ทางรัฐ 
          1. เข้าถึงบริการของรัฐที่หลากหลายผ่านช่องทางเดียว
          2. สะดวก ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
          3. ติดต่อรัฐได้ทุกที่ทุกเวลา ผ่านโทรศัพท์มือถือ
          4. ตรวจสอบสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่พึงได้อย่างเท่าเทียม
          5. รวมบริการยอดฮิตจากภาครัฐ เช่น เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด สิทธิประกันสังคม เครดิตบูโร จ่ายใบสั่ง สิทธิรักษาพยาบาล เป็นต้น



ที่มา : สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.)

รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ต่างจากรัฐบาลดิจิทัลอย่างไร?

          รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ต่างจากรัฐบาลดิจิทัลอย่างไร?  
          โดยดร.ศักดิ์ เสกขุนทด ผู้อำนวยการสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์

          การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในภาครัฐมีมานานแล้ว แต่คำว่า "รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์" จริงๆ แล้วน่าจะเริ่มในยุคที่ ประธานาธิบดี บิล คลินตัน ของสหรัฐอเมริกาที่มีการประกาศนโยบายในด้านนี้อย่างชัดเจน เพื่อจะเป็นช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและบริการภาครัฐได้สะดวกขึ้น โดยสั่งการให้ทุกหน่วยงานนำข้อมูลและบริการให้ขึ้นเป็นระบบออนไลน์ภายใน 1 ปี ในช่วงเวลานั้นคือ ภายในปี ค.ศ. 2000 

          สิ่งแรกที่ประชาชนสัมผัสได้จากการที่ข้อมูลและบริการภาครัฐไปอยู่บนเว็ปไซต์คือ ความรวดเร็ว และสะดวกอย่างเห็นได้ชัด เพราะช่วงนั้นการแพร่หลายของอินเทอร์เน็ตและเว็บไซต์เริ่มมีความสำคัญมากขึ้น แม้ว่าจะเป็นแค่ข้อมูล แต่คนเริ่มเห็นว่านี่เป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารกันในอนาคต ผลคือหน่วยงานรัฐเริ่มเห็นถึงศักยภาพของอินเทอร์เน็ต จึงเกิดการพัฒนาระบบ Backoffice ที่เดิมจะจำกัดอยู่เฉพาะภายในหน่วยงาน ให้สามารถมีส่วนที่ติดต่อต่อกับประชาชนผ่านเว็บไซต์มากขึ้น ช่วงนี้จึงเรียกได้ว่าเป็นการ re-engineering ระบบสารสนเทศภายในของหน่วยงานเลย แต่การพัฒนาไม่ได้หยุดแค่นั้นเพราะหน่วยงานเริ่มเห็นว่า ทำแค่หน่วยงานเดียวไม่เกิดผลสัมฤทธิ์เท่าที่ควร เลยเกิดการบูรณาการ เชื่อมโยงกันมากขึ้น นี่คือจุดพีคของรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์

          รัฐบาลดิจิทัลมาเริ่มประมาณยุค บารัค โอบามา เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ที่หลังจากรับตำแหน่ง คำสั่งแรกถึงทุกหน่วยงานคือ การเปิดข้อมูลสู่สาธารณะ ข้อมูลที่ว่าไม่ใช่ข้อมูลประชาสัมพันธ์ แต่หมายถึงฐานข้อมูล ที่นักพัฒนาสามารถนำไปใช้ต่อได้ทันที ผลคือ เกิดกระแสรัฐบาลเปิดกันทั่วโลก หรือที่เรียกว่า Open Government เหตุผลที่รัฐบาลต่างๆ เปิดข้อมูลกันอย่างมโหฬารเพราะ เทคโนโลยีดิจิทัล ได้สำแดงถึงศักยภาพของประชาชนที่จะสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ต่อได้อย่างง่ายและสะดวก ซึ่งเป็นวิธีการใหม่ที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนนั่นเอง

          รัฐบาลดิจิทัลยังรวมความถึงการเปลี่ยนวิธีการทำงานของภาครัฐแบบใหม่เลย บางกรณีถึงกับยกเลิกวิธีทำแบบเดิมไปเลย อย่างเช่น การกำหนดให้ประชาชนต้องวาดแผนที่สถานที่ตั้งของสถานประกอบการ ก็เปลี่ยนมาให้กรอกจุดพิกัดตำแหน่งโดยใช้ GPS แทน หรือ การให้ส่งสำเนาเอกสารโดยใช้โทรสารก็อาจจะใช้โปรแกรมแช็ตส่งแทน เป็นต้น เหล่านี้คือการคิดใหม่ที่คนภาครัฐต้องเริ่มหันมาให้ความสนใจ เพราะในยุคดิจิทัลประชาชนเขาพร้อมแล้วกับการใช้เครื่องมือใหม่ๆ ในการทำธุรกรรมออนไลน์กับภาครัฐ

          ประเทศไทยได้มีนโยบายด้านการเปิดข้อมูลตั้งแต่ปี 2558 ที่มีการจัดตั้งเว็บไซต์ Data.go.th ที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลเปิดจากภาครัฐ ปัจจุบันมีข้อมูลเปิดกว่า 1,000 ชุดข้อมูล นี่คือจุดเริ่มของการไปสู่รัฐบาลดิจิทัลที่จะทำให้ประชาชนมามีส่วนร่วมมากขึ้นนั่นเอง
ที่มา : สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.)

วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2567

แนวทางการปฏิบัติราชการที่รองรับชีวิตและการทำงานวิถีใหม่


        แนวทางการปฏิบัติราชการที่รองรับชีวิตและการทำงานวิถีใหม่ หมายถึง การปฏิบัติราชการรูปแบบใหม่ของภาครัฐที่มีความยืดหยุ่น คล่องตัว และมีประสิทธิภาพ โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลในการปรับรูปแบบวิธีการทำงาน และรูปแบบการบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อความเป็นเลิศในการปฏิบัติราชการและการให้บริการประชาชน รวมทั้งเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ปฏิบัติงาน นอกจากนี้ ยังหมายรวมถึงการปฏิบัติราชการภายใต้สถานการณ์ภาวะไม่ปกติที่ส่งผลให้หน่วยงานของรัฐต้องปรับรูปแบบการปฏิบัติราชการให้เกิดความคล่องตัวและสามารถปรับตัวได้ทันต่อเหตุการณ์อีกด้วย 

        ชีวิตและการทํางานวิถีใหม่ หมายถึง การดํารงชีวิตของเจ้าหน้าที่ทุกระดับในหน่วยงาน และวิธีการปฏิบัติงานภายในหน่วยงานในรูปแบบใหม่ ๆ ซึ่งแตกต่างไปจากเดิมและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเป็นผลมาจากความไม่แน่นอน ผันผวน และไม่อาจคาดการณ์ได้ของสภาพแวดล้อมภายนอก โดยเป็นการปรับตัวของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ให้สอดคล้องกับความปรกติใหม่หรือฐานวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) ซึ่งอาจประกอบด้วยลักษณะต่าง ๆ ดังนี้ 
        1. แนวคิดใหม่ (New Way of Thinking) ประชาชนมีแนวคิดและทัศนคติ
เกี่ยวกับการดําเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการภาครัฐในยุคหลัง COVID-19 เปลี่ยนแปลงไปด้วย
        2. การสื่อสารรูปแบบใหม่ (New Way of Communication) การติดต่อสื่อสารยุคหลัง COVID-19 มุ่งเน้นความรวดเร็ว ตรงประเด็น และครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเกิดช่องทางใหม่ในการสื่อสาร โดยเฉพาะช่องทางแบบดิจิทัล เพื่อตอบสนองต่อวิถีชีวิตแบบเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing)
        3. 
การทํางานรูปแบบใหม่ (New Way of Work) การทํางานภาครัฐในยุคหลัง COVID-19 มุ่งเน้นผลลัพธ์มากยิ่งขึ้น ลดกระบวนการทํางานและกฎระเบียบข้อบังคับที่ไม่จําเป็นลงปรับรูปแบบการทํางานให้มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น อาทิ การทํางานนอกสถานที่ทํางานการทํางานผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งการใช้เครื่องมือและวิธีการใหม่ ๆ 
        4. การดํารงชีวิตแบบใหม่ (New Way of Living) ประชาชนดําเนินชีวิตแบบพึ่งพาตนเองมากขึ้น ปรับตัวได้รวดเร็วขึ้น และระมัดระวังเรื่องรายรับรายจ่าย และปัจจัยสี่สําหรับการดํารงชีวิตมากยิ่งขึ้น 
        5. ความคาดหวังใหม่ (New Expectation) ประชาชนคาดหวังต่อการรับบริการจากภาครัฐสูงขึ้น ทั้งด้านความรวดเร็วในการรับบริการ ด้านประสิทธิภาพ ด้านความคุ้มค่าและด้านความโปร่งใสตรวจสอบได้ 
        6. วิธีใหม่ในการบรรลุเป้าหมาย (New Way of Winning) ภาครัฐจําเป็นต้องคิดทบทวนและปรับกลยุทธ์การบริหารจัดการและรูปแบบการบริการภาครัฐใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของประชาชนที่แตกต่างไปจากเดิมได้ดียิ่งขึ้น

        ทั้งนี้ สามารถดาวน์โหลด คู่มือประกอบแนวทางปฏิบัติราชการที่รองรับชีวิตและการทำงานวิถีใหม่ เพื่อศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม 


ที่มา : สำนักงาน ก.พ. 


13 ข้อต้องรู้เกี่ยวกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560

        
        พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ประกาศใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
        1. การฝากร้านใน Facebook IG ถือเป็นสแปม ปรับ 200,000 บาท
        2. ส่ง SMS มาโฆษณา โดยไม่รับความยินยอม ต้องมีทางเลือกให้ผู้รับสามารถปฏิเสธข้อมูลนั้นได้ไม่เช่นนั้นถือเป็นสแปม ปรับ 200,000 บาท
        3. ส่ง Email ขายของ ถือเป็นสแปม ปรับ 200,000 บาท
        4. กด Like ได้ไม่ผิด พรบ. ยกเว้นการกดไลค์เรื่องเกี่ยวกับสถาบัน เสี่ยงเข้าข่ายความผิดมาตรา 112 หรือมีความผิดร่วม
        5. กด Share ถือเป็นการเผยแพร่ หากข้อมูลที่แชร์มีผลกระทบต่อผู้อื่น อาจเข้าข่ายความผิดตาม พรบ. โดยเฉพาะที่กระทบต่อบุคคลที่ 3 
        6. พบข้อมูลผิดกฎหมายอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของเรา แต่ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าของคอมพิวเตอร์กระทำเอง สามารถแจ้งไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ หากแจ้งแล้วลบข้อมูลออกเจ้าของก็จะไม่มีความผิดตามกฎหมาย เช่น ความเห็นในเว็บไซต์ต่าง ๆ รวมไปถึงเฟซบุ๊ก ที่ให้แสดงความคิดเห็น หากพบว่าการแสดงความเห็นผิดกฎหมาย เมื่อแจ้งไปที่หน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อลบได้ทันที เจ้าของระบบเว็บไซต์จะไม่มีความผิด
        7. 
ฉะนั้น แอดมินเพจ ที่เปิดให้มีการแสดงความเห็น เมื่อพบข้อความที่ผิด พรบ. เมื่อลบออกจากพื้นที่ที่ตนดูแล จะถือเป็นผู้พ้นผิด
        8. 
ไม่โพสสิ่งลามกอนาจาร ที่ทำให้เกิดการเผยแพร่สู่ประชาชนได้
        9. 
การโพสเกี่ยวกับเด็ก เยาวชน ต้องปิดบังใบหน้า ยกเว้นเมื่อเป็นการเชิดชู ชื่นชม อย่างให้เกียรติ
        10. 
การให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้เสียชีวิต ต้องไม่ทำให้เกิดความเสื่อมเสียเชื่อเสียง หรือถูกดูหมิ่น เกลียดชัง ญาติสามารถฟ้องร้องได้ตามกฎหมาย
        11. การโพสด่าว่าผู้อื่น มีกฏหมายอาญาอยู่แล้ว ไม่มีข้อมูลจริง หรือถูกตัดต่อ ผู้ถูกกล่าวหา เอาผิดผู้โพสได้ โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท
        12. 
ไม่ทำการละเมิดลิขสิทธิ์ผู้ใด ไม่ว่าข้อความ เพลง รูปภาพ หรือวิดีโอ 
        13. ส่งรูปภาพแชร์ของผู้อื่น เช่น สวัสดี อวยพร ไม่ผิด ถ้าไม่เอาภาพไปใช้ในเชิงพาณิชย์ หารายได้




ที่มา : MGRonline